Skip to content

ราคาน้ำมันดิบ (12 ก.ย. 65) ปรับเพิ่มกว่า 4% หลังตลาดกังวลอุปทานตึงตัว

12 ก.ย. 2565 | 09:17น.
ราคาน้ำมันดิบ (12 ก.ย. 65) ปรับเพิ่มกว่า 4% หลังตลาดกังวลอุปทานตึงตัว

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนต์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 4% หลังตลาดกังวลอุปทานตึงตัว หากรัสเซียปรับลดการส่งออกลง

วันที่ 12 กันยายน 2565 หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนต์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 4% จากความกังวลอุปทานตึงตัว หลังรัสเซียขู่จะหยุดการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรป หากมีการใช้มาตรการจำกัดราคานำเข้าพลังงานของรัสเซีย ขณะที่ล่าสุดสหรัฐเปิดเผยว่า มาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมันของรัสเซียมีความคืบหน้ามากขึ้น โดยอาจจะอ้างอิงราคาตลาดที่มีการหัก War Risk Premium ที่สูงขึ้น ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ

โดยราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสซื้อขายเมื่อ 9 ก.ย. 2565 อยู่ที่ 86.79 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +3.25 เหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันเบรนต์อยู่ที่ 92.84 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +3.69 เหรียญสหรัฐ

ปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. หลังผู้ผลิตประสบปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ โดย Baker Hughes รายงานปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบสำหรับสัปดาห์สิ้นสุด วันที่ 9 ก.ย. ปรับลดลง 5 แท่น มาอยู่ที่ระดับ 591 แท่น ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง

ตลาดยังคงกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกว่า 0.75% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เช่นเดียวกันในการประชุมวันที่ 21-22 ก.ย.นี้ นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจยังได้รับแรงกดดันจากนโยบายการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดในจีน ที่มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ ส่งผลกดดันต่อความต้องการใช้พลังงาน

ราคาน้ำมันเบนซิน

ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสิงคโปร์ที่ปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ราคายังได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะจากอินโดนีเซีย

ราคาน้ำมันดีเซล

ปรับตัวลดลงสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังสิงคโปร์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงกดดันจากอุปทานในภูมิภาคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากเอเชียเหนือ