กกพ.มองเวที COP27 พลังงานทางเลือก คือทางรอด เศรษฐกิจ BCG ตอบโจทย์ไทย

เวทีเสวนา จากกลาสโกว์ถึงอียิปต์

เวทีเสวนา “จากกลาสโกว์ถึงอียิปต์ นัยยะต่อนโยบายโลกร้อนไทยและโลก” เห็นพ้องโลกมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด กกพ.ชูประเด็นพลังงานทางเลือก คือทางรอด เศรษฐกิจ BCG ตอบโจทย์ไทย และคาร์บอนต้องมีราคา ดร.เสรี มองก่อนจะไปถึงเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน หน่วยงานรัฐต้องมีเอกภาพ แก้ต้นตอปัญหาโลกร้อน

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ จากกลาสโกว์ถึงอียิปต์ นัยยะต่อนโยบายโลกร้อนไทยและโลก ว่าการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 27 หรือ COP27 ที่เมืองชาม เอล ชีค ประเทศอียิปต์

ในปีนี้ให้น้ำหนักหน้าที่ “เร่งรัด กระตุ้น ติดตาม และกดดัน” โดยมีข้อเรียกร้องและมีมติที่สำคัญในประเด็น ประเทศร่ำรวยควรต้องจ่ายเงินชดเชยความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) เพื่อช่วยประเทศยากจน หลังเปิดฉากพูดคุยให้ชาติร่ำรวยชดเชยให้กับชาติยากจนที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน

มากไปกว่านั้นคือท่าทีของคณะเจรจาของไทยต่อข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนว่าด้วยความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage Fund) รวมถึงการดำเนินการภายใต้ข้อ 8 ของความตกลงปารีส และข้อตกลงกลาสโกว์ และประเด็นที่น่าจับตามองหลังจากนี้คงอยู่ที่นโยบายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยปี 2564-2573 ซึ่งเดิมอยู่ที่ 20-25% การขยับตัวเลขไปเป็น 40% ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร

นอกจากนี้ไฮไลต์ที่เป็นข้อสรุป 17 หัวข้อ ที่ส่วนใหญ่หยิบยกประเด็นต่อเนื่องจากการประชุมกลาสโกลว์ปีที่แล้ว ที่นอกจากการติดตามความคืบหน้ามติเป็นกลางทางคาร์บอน ยังมีประเด็นที่น่าติดตามที่เวทีอียิปต์ในปีนี้

ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอุณหภูมิโลกที่ยังคงเป้าหมายที่ 1.5 องศา ต้องลด GHGs 43% จากระดับปล่อย 2019 ภายในปี 2030 ความสำคัญของ Clean Energy Mix Low emission and renewable energy และการจัดตั้งกองทุนใหม่ อีกทั้งยกระดับความสำคัญ เรื่องของการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม ที่แต่เดิมโลกของพลังงานฟอสซิลไม่เป็นผู้ร้าย เเละมีความสำคัญ

แต่ปัจจุบันเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป จากคนทำงานอยู่ในสายการผลิตรถยนต์สันดาป ปัจจุบันหากมีความจำเป็นจำต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้อีวี ในหนึ่งครอบครัวอาจต้องตกงาน สิ่งเหล่านี้จะร่วมกันเปลี่ยนผ่านไปอย่างไร หากต้องมองทั้งปัจจัยระหว่างเชิงเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้สมดุล เป็นธรรม เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

“เวที COP27 มีข้อถกเถียงกันว่า โลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญและต่อสู้กับการผลักดันในด้านเมกะเทรนด์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะปัญหาเรื่องโลกร้อนล้วนมาจากภาคพลังงาน ซึ่งปล่อย 70% ต่อคนทั้งโลก ปีนี้ความเข้มข้นเริ่มส่งแรงกดดันให้กระตุ้น ทุกประเทศเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด จากที่เคยเป็นทางเลือก ยังมีกำลังผลิตที่น้อยมาก ด้วยสัดส่วน 13% จากนี้จะต้องเป็นพลังงานเลือกเพื่อหาทางรอด

และจำเป็นอย่างมากต่อเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน และเน้นย้ำว่าปีนี้เป็นทศวรรษที่เข้าขั้นวิกฤต หากไม่ทำอะไรเลย ขณะเดียวกันความยากในการกำหนดที่อยู่นอกเหนือเวทีเจรจาคือ บริบทในปีนี้มีฉากหลังจากปัญหาสงคราม ดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่จะยุติการใช้ถ่านหินได้ในทันที”

Advertisement

ทั้งนี้ COP ที่มีการประชุมทุกปีเป็นหนึ่งในเวทีเจรจาเท่านั้น แต่จากการที่ EU ออกมาตรการ Green Deal หรือแม้แต่สหรัฐตั้งเป้าหมายลดคาร์บอน ส่งผลอย่างมากต่อสินค้าและการปรับตัวธุรกิจทุกประเทศ ดังนั้นปัญหาของการมุ่งไปสู่เป้าหมายแต่ละประเทศมีบริบทต่างกัน โดยจะเห็นว่าจีนเเละสหรัฐแม้จะขัดแย้ง แต่ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมถือว่ามีความร่วมมืออย่างดี

ส่วนประเทศไทยเองจะเริ่มเห็นข้อเรียกร้องพลังงานสะอาด เงื่อนไขที่กดดันผู้ประกอบการที่ต้องผลิตสินค้าที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาคเอกชนของไทยเดินหน้าแผนอย่างรวดเร็วไปพร้อมนโยบายรัฐบาล

อย่างไรก็ดี บทบาทของกระทรวงพลังงาน มีแผนพลังงานชาติ ที่มี 5 แผนย่อย ในการลดการใช้พลังงาน ซึ่งมีทั้งแผนลดการใช้ถ่านหิน เช่น โรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯเองมุ่งสู่พลังงานสะอาด รัฐบาลมีเป้าหมายผลิตรถยนต์ EV และลดพลังงานจากภาคขนส่ง เอกชนมีโครงการและปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ทุกภาคส่วนต่างมีแผนเดียวกัน

โดยท้ายที่สุด โมเดลเศรษฐกิจ BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นั้นเดินมาถูกทางและจะตอบโจทย์ประเทศไทยและบูรณาการเรื่องสภาพภูมิอากาศได้ และจากนี้วิกฤตจะสร้างโอกาสในการลงทุนธุรกิจสีเขียวให้และทำให้คาร์บอนมีราคา โดยต้องอาศัย มาตรการดึงดูด อาทิ คาร์บอนแทกซ์ คาร์บอนอินเทนซีฟ คาร์บอนฟันด์ คาร์บอนบอนด์ รื้อและสร้างระบบโครงสร้างและแผน อีกทั้งบทบาทของกรมโลกร้อนที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ จะช่วยและเพิ่มบทบาทนโยบายอย่างไร

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า หน่วยงานที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยทำงานอย่างต่างคนต่างทำ เพราะด้วยนโยบายและทางปฏิบัติยังไม่มีเอกภาพ ซึ่งระหว่างทางก่อนจะไปถึงเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน ยังท้าทายอย่างมาก เพราะโดยปัญหาหลักไม่เพียงแต่มาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ซึ่งตั้งแต่ต้นปี เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากปัญหาเหล่านี้ หากไม่แก้ไขที่ ต้นตอ ที่มาจาก การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผิดพลาด ขาดการวางแผนการเจริญเติบโตของผังเมือง การเปลี่ยนแปลงข้อมูลประชากร ธรรมาภิบาลที่ล้มเหลว และการใช้ชีวิตที่ยากลำบาก

“สิ่งที่สะท้อน เวที COP27 ผมมองว่ามีการพูดถึงประเด็นที่นอกเหนือจากพลังงานที่น่าสนใจ เป็นเรื่องน้ำและการกระตุ้นคนรุ่นใหม่ และแม้ว่าจะเดินตามเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน แต่ปัญหาอยู่ที่ ระหว่างนี้ จะเดินไปอย่างไร หากอุณหภูมิโลกที่ถูกกำหนดว่าต้องน้อยกว่า 1.5 องศา แต่ด้วยปัจจัยที่กล่าวมานั้น

สถานการณ์ปัจจุบัน โอกาสเป็นไปได้ยากมาก และในฐานะที่อยู่ในคณะกรรมการ 3 ชุด การพบกันของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมกลับยากลำบาก ขาดเอกภาพ และอยากให้ท้องถิ่นจัดการเองได้ และมีบทบาทที่ไม่ใช่เพียงภาคธุรกิจ”

ดร.สิริภา จุลกาญจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการศึกษาร่วมกับหลายหน่วยงาน พบว่า จากแผนพลังงานและนโยบายปัจจุบันยังไม่เพียงพอ ที่จะบรรลุ Carbon Neutrality ในภาคพลังงาน ซึ่งแนวคิดไม่ควรที่มุ่งไปเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ อาทิ มลพิษทางอากาศ ลดความเสี่ยงด้านราคาจากการต้องนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และกระตุ้นการจ้างงานที่มาจากพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์และพลังงานลม เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจพลังงานสะอาด

นางนารีรัตน์ พันธุ์มณี ผู้อำนวยการกองประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (สผ.) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า จาก COP26-27 รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ มีแนวคิดให้ปรับเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร โดยโฟกัสไปที่การปล่อยก๊าซมีเทนที่ปล่อยถึง 20 เท่า

ซึ่งความท้าทายในการประชุมประเทศอียิปต์ ในปีนี้ ยังสานต่อสร้างความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความร่วมมืออื่น ๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีกรอบหารือ อาทิ ข้อมูลเชิงวิทยาศาตร์ และความเร่งด่วน แผนงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก

โดยสิ่งที่น่าสนใจ มีข้อถกเถียงการใช้ถ่านหิน ลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ในการเจรจายังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและหลายประเทศยังมีความจำเป็นต้องใช้ ถัดมาเป็นเรื่องของการตั้งกองทุน และ ประเด็น Loss and Damage หากบางเกาะ หรือบางประเทศไม่ได้ก่อมลพิษขึ้นมา จะสามารถเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเยียวยาอย่างไรได้บ้าง

แต่ในทางกลับกัน ก่อนหน้านี้มีหลายกองทุนอยู่แล้ว อาทิ กองทุนเพื่อการปรับตัวสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างมาก ดังนั้น การที่จะตั้งขึ้นมาใหม่อีกนั้นจะพิจารณาจากอะไร ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ ใครต้องจ่ายเพิ่มมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ การประชุมครั้งล่าสุดประเทศใหญ่ ๆ อย่าง จีน ยังเดินหน้าสนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดก๊าซเรือนกระจก ไม่มีท่าทีของการก้าวกระโดด ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ส่วนอินเดียยังมองในมุม ที่ว่ายังสามารถพัฒนาได้อีก ยอมรับกติกาสากล

วนัน เพิ่มพิบูลย์ ผู้อำนวยการบริหาร Climate Watch Thailand มองว่า ความมุ่งมั่นที่อยากจะเห็นในเวที COP27 ปีนี้ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกองทุนใหม่ ที่ในการเจรจาครั้งนี้เห็นความพยายามของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่พยายามที่ทำลายระบบการจ่ายเงิน

หมายความว่ากองทุน Climate Finance ที่จะเกิดขึ้นในเวที COP27 ถูกดึงเวลาออกไป เหลือเป็นเพียงแค่การตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาการกำกับดูแลกองทุน ประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้มีส่วนอย่างมากที่สุดต่อการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม คุณวนันเลยบอกว่า เงินในวันนี้จากประเทศพัฒนาแล้วไม่ใช่เงินบริจาค แต่คือการจ่ายหนี้ที่เกิดจากการก่อกิจกรรมในอดีต

อีกทั้งปีนี้มีบรรยากาศการถูกจำกัดสิทธิภาคประชาสังคมค่อนข้างมาก เห็นด้วยกับการเจรจาต่อจากกลาสโกลว์ถึงอียิปต์ที่ตั้งเป้ารักษา อุณภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศา ซึ่งหากไม่ทำอะไรเลยโอกาสที่จะมากกว่าเพิ่มขึ้นแน่นอน ดังนั้นต้องมีแผนกักเก็บคาร์บอน ขณะที่ความท้าทายที่ไม่ยังมีข้อท้วงติง จะเป็นประเด็นเชิงเทคโนโลยีเชิงวิศวกรรมและธรณี เทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งการกักเก็บคาร์บอนที่อาศัยเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังอันตรายต่อท้องทะเลและมหาสมุทร อีกทั้งตั้งข้อสังเกตกลุ่มทุน เพื่อการดำเนินธุรกิจที่ต้องทำเพื่อการค้า นอกเหนือจากนั้นควรเปิดทางให้กลุ่มเล็ก ๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ดร.ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กล่าวว่า อบก.ช่วยภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมกันมุ่งสู่เป้าหมาย โดยเป้าหมายการลดคาร์บอน 388 ล้านตันต่อปี โดยมีโครงการคาร์บอนเครดิตเข้าร่วมแล้ว 300 กว่าโครงการ มีทั้งเทศบาลถึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ทั้งนี้ การที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายนั้นควรไม่ใช่คนใดคนหนึ่งต้องทำ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกัน เหมือนเรือที่กำลังจะรั่วแล้วต้องช่วยกันวิดน้ำ