พาณิชย์เคาะประกันรายได้ข้าว งวดที่ 18 ข้าวเปลือกปทุมธานีและข้าวเปลือกเหนียว ไม่ได้รับชดเชย เหตุราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงสูงกว่าราคาประกัน ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ ไม่มีราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง เนื่องจากสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวนารับเงิน 15 ก.พ.นี้
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้พิจารณาราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2565/66 งวดที่ 18 สำหรับเกษตรกรที่แจ้งวันเก็บเกี่ยวระหว่าง 4 – 10 กุมภาพันธ์ 2566 ปรากฏว่า ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงสูงกว่าราคาประกันรายได้เกือบทุกชนิดข้าว ยกเว้นข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่และข้าวเปลือกเจ้า
โดยข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ มีเกณฑ์กลางตันละ 13,644.35 บาท เกษตรกรจะได้รับชดเชยส่วนต่างตันละ 355.65 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 5,690.40 บาท และข้าวเปลือกเจ้า มีเกณฑ์กลางตันละ 9,993.02 บาท เกษตรกรจะได้รับชดเชยส่วนต่างตันละ 6.98 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 209.40 บาท
สำหรับข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว มีราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงสูงกว่าราคาประกัน ดังนี้ ข้าวเปลือกปทุมธานี เกณฑ์กลางตันละ 11,135.11 บาท และข้าวเปลือกเหนียว เกณฑ์กลางตันละ 12,550.07 บาท ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ ไม่มีราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง เนื่องจากสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว โดยจะจ่ายเงินให้เกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์งวดที่ 18 ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 นี้
นายอุดม กล่าวต่อว่า ได้รับข้อมูลจากสมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมค้าข้าวไทย และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ราคาข้าวสารเริ่มปรับตัวลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน จากค่าเงินบาทที่แข็งตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ถือว่าค่าเงินเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับตลาดข้าวพื้นแข็งยังคงมีความต้องการจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทย เช่น เวียดนาม ลดการปลูกข้าวขาวลง
ในส่วนของข้าวหอมมะลิ แม้คำสั่งซื้อมีการชะลอตัว แต่ตลาดภายในประเทศ ถือว่ากระเตื้องขึ้นจากการเปิดประเทศ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ เผยตัวเลขการขออนุญาตส่งออกถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมประมาณ 1 ล้านตัน ทำให้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยยังตั้งเป้าการส่งออกไว้ที่ 7.5 ล้านตัน
ส่วนการจ่ายชดเชยส่วนต่างประกันรายได้ข้าว งวดที่ 1 – 17 มีเกษตรกรได้รับเงินส่วนต่างประกันรายได้แล้ว 2.59 ล้านครัวเรือน จำนวน 7,846.54 ล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือไร่ละพันบาท เกษตรกรได้รับเงินแล้วกว่า 4.62 ล้านครัวเรือน จำนวน 53,876.52 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ แต่ยังไม่ได้รับเงิน ขอให้ ติดต่อ ธ.ก.ส. สาขาใกล้บ้าน เพื่อให้ ธ.ก.ส. ตรวจสอบต่อไป

