FPIT ชี้นักลงทุนจับตาความชัดเจนการเมือง เตรียมทุุ่มงบฯ 30,000 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการ จาก 3.5 เป็น 4 ล้าน ตร.ม. รับคลื่นทุนนอกย้ายฐานเข้าไทย หนุนตลาดอสังหาฯ งัดกลยุทธ์ส่งอาคารอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ “Built-to-Function” ลงสนาม
วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 นายโสภณ ราชรักษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPIT เปิดเผยว่า บริษัทได้ตั้งเป้าจัดสรรงบลงทุน 3 ปี ปีละ 10,000 ล้านบาทรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการตามเป้าหมายภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2569
โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มพื้นที่อาคารอุตสาหกรรม จาก 3.5 เป็น 4 ล้าน ตร.ม. และเพิ่มอัตราการเช่าจาก 85% เป็น 90% ทำให้รายได้จากการเช่า เพิ่มจากปีละ 5,000 ล้านบาทเป็น 7,000 ล้านบาท และเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินจาก 70,000 เป็น 100,000 ล้านบาท
โดยในปีนี้ครึ่งปีแรก ใช้งบฯการลงทุนไปแล้ว 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป้าหมายในปีนี้จะเพิ่มพื้นที่ได้ 150,000 ตร.ม. และมีอัตราการเช่า 85%
“ตลาดอาคารอุตสาหกรรม ปีละ 5 -6 ล้าน ตร.ม ในแต่ละปี FPIT เรา เป็นผู้นำธุรกิจอาคารอุตสาหกรรม มี 3.5 ล้าน ตร.ม. เรามองโอกาสในการสร้างการเติบโตผ่านความได้เปรียบจากภูมิศาสตร์การเมืองโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงมีการย้ายฐานการลงทุนจากจีนออกมาในอาเซียน ในช่วงเวฟที่ 1 ปีนี้ ไทยได้ประโยชน์จะเห็นว่ามีบริษัทอีวี อย่าง BYD เข้ามา แต่จะไม่ใช้แค่นี้ เพราะโรงงานจะดึงเครือข่ายซัพพลายเชนมาอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งจะทำให้มีเวฟ 2 กลุ่มซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรมจะตามมาอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิต”
ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมของปี 2566 เติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวจากภาวะการบริโภคและภาคบริการหลังโควิด-19 ถึงแม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก แต่ภาคอุตสาหกรรมบางกลุ่มยังสามารถเติบโตได้ดี ประกอบกับการย้ายฐานและขยายการลงทุนมาที่ไทยมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
“ประเด็นการเมืองที่ยังยืดเยื้อจะมีผลทางอ้อมกับการลงทุน นักลงทุนรอความดูความชัดเจนว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาล เพื่อดูแนวนโยบายของพรรคที่จะเข้ามา ซึ่งอาจส่งผลจิตวิทยาบ้างแต่ไม่มากนัก ซึ่งไทยควรจะทำให้มีความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อรับกระแสการเคลื่อนย้ายของการนักลงทุนเวฟแรกในปีนี้ และเวฟที่ 2 ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า”
นายโสภณกล่าวว่า FPIT ยุทธศาสตร์ “เราพร้อม-เราต่าง” ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มขีดความสามารถเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจอาคารอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี โดยใช้โรงงานและคลังสินค้าที่มีอยู่แบบ On Demand พร้อมต่อการให้บริการอย่างทันที ด้วยการส่งมอบโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าคุณภาพสูงแบบสำเร็จรูป (Ready-Built)
และสร้างความต่างในการให้บริการ Specialized Facility ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละรายในรูปแบบสร้างความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit) สำหรับงบฯลงทุน 10,000 ล้านบาทนั้น จะแบ่งเป็นอาคารอุตสาหกรรม 3,000-4,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ FPIT ยังคงความสามารถในการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอได้อย่างแข็งแกร่ง ตอกย้ำสถานะผู้ให้บริการโรงงาน-คลังสินค้าสมัยใหม่อันดับ 1 ของอาเซียน โดยธุรกิจในต่างประเทศ ทั้งนิคมอุตสาหกรรมและคลังสินค้าที่เมืองบินห์เยือง ประเทศเวียดนาม และโครงการโลจิสติกส์เซ็นเตอร์ ในเมืองคาราวัง เมืองมากัซซาร์ และเมืองบันจาร์มาซิน ประเทศอินโดนีเซีย มีจำนวนลูกค้าและอัตราการเช่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
สำหรับแผนสร้างการเติบโตในอนาคต FPIT เดินหน้าสร้างความแตกต่าง เพื่อปั้นอนาคตอุตสาหกรรม ปลดล็อกประสบการณ์ที่เหนือกว่า (Shaping the Industrial Future, Unlocking Customer Experience) โดยมีแผนขยายสินค้าและบริการให้หลากหลายและครบวงจรในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกขนาดและทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1) การพัฒนาโลจิสติกส์ขนาดเล็กในเมือง ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมใช้พื้นที่ภายในเมือง และเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่ง
2) เดินหน้าพัฒนาอาคารโรงงาน-คลังสินค้า และโลจิสติกส์พาร์คในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง 3) การต่อยอดพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม และเมืองอุตสาหกรรมที่รวมโรงงาน คลังสินค้า คอมเมอร์เชียล และที่อยู่อาศัยมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน FPIT ได้พัฒนาโซลูชั่นสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ เพื่อเติมเต็มดีมานด์ใหม่ของตลาด ด้วยการพัฒนาอาคารอุตสาหกรรม “แบบสร้างตามฟังก์ชั่นพร้อมใช้” หรือ “Built-to-Function” ที่จะพร้อมให้บริการเร็ว ๆ นี้ ซึ่งรองรับลูกค้ากลุ่ม ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ (3PL) ที่เชี่ยวชาญสินค้า/บริการเฉพาะทาง และลูกค้าองค์กรทั่วไปที่ต้องการใช้อาคารเฉพาะทางพร้อมใช้
โดยเพิ่มเติมความเหนือระดับเข้าไปในอาคาร Ready-Built ด้วยการเสริมมาตรฐานและฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์การดำเนินงานของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเพิ่มคุณสมบัติทางด้านความยั่งยืนให้เป็นฟังก์ชันมาตรฐานสำหรับอาคารรูปแบบนี้อีกด้วย
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้พัฒนา Green Building Solution เพื่อตอบโจทย์เทรนด์และความต้องการอาคารที่มีความยั่งยืน โดยได้นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาอาคารสีเขียวที่มีความยั่งยืนมายกระดับมาตรฐานอาคารอุตสาหกรรม สู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยพัฒนาอาคารตามมาตรฐานสากล อาทิ LEED และ EDGE อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันมีอาคารที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน LEED ระดับ Gold Silver และ Certified รวมพื้นที่กว่า 500,000 ตร.ม. พร้อมทั้งตั้งเป้าพัฒนาอาคารใหม่และปรับปรุงอาคารเดิมให้ได้มาตรฐานสีเขียวระดับสากล ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย และก้าวไปสู่ Net Zero Community และเทรนด์การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance)
“FPIT เชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพและความพร้อมของสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงในหลากหลายรูปแบบ ผสมผสานด้วยความ โดดเด่นของอาคารที่พัฒนาตามแนวทางด้านความยั่งยืน จะสนองความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย ช่วยปลดล็อกประสบการณ์การได้รับบริการที่เหนือกว่า พร้อมยกระดับการทำงานของลูกค้า โดยจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันบริษัทให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง” นายโสภณกล่าว
