หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ทำให้ความต้องการในประเทศจีนไม่ฟื้นตัวตามที่คาดไว้ เป็นแรงกดดันสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 2/2566 ให้ปรับตัวลดลงจากราคาเฉลี่ย 80.32 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 77.78 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ซึ่งแม้ว่าล่าสุดกลุ่มโอเปกลดกำลังการผลิตเพิ่มอีกวันละ 1.66 ล้านบาร์เรลไปถึงสิ้นปี 2567 แต่ราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ในไตรมาส 2/2566 ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน อุปสงค์ทั่วโลกถูกกดดันและมีอุปทานส่วนเกินล้นตลาด เกิดภาวะการขาดทุนสต๊อก (inventory loss) เฉพาะไตรมาส 2 ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท
SPRC ชี้สารพัดปัจจัยกดดัน
ไล่เรียงจาก มร.โรเบิร์ต โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง หรือ SPRC กล่าวว่า ราคาน้ำมันในไตรมาส 2 ของปี 2566 ต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายปัจจัย อาทิ ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ระดับการส่งออกจากจีนและรัสเซียที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้แม้ว่าราคาน้ำมันจะได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของซาอุดีอาระเบียในการลดกำลังการผลิตลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม รวมถึงเป็นช่วงเวลาของการซ่อมบำรุงโรงกลั่น และความต้องการของน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่เพิ่มขึ้นในช่วงการเดินทางหน้าร้อนนี้ ล้วนส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวน
ในส่วนของ SPRC ไตรมาส 2/2566 ค่าการกลั่นตลาดอยู่ที่ 1.34 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 6.36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นผลมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปต่อน้ำมันดิบที่อ่อนลง สำหรับปริมาณการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นในไตรมาสนี้อยู่ที่ 159 พันบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 91 ของกำลังการกลั่นทั้งหมด ซึ่งลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 162 พันบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 93 ของกำลังการกลั่นทั้งหมด
“SPRC ยังสามารถรักษาระดับอัตราการผลิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ และยังคงเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อค่าการกลั่นที่ดีจากโครงการปรับปรุงผลกำไร”
ปตท.ยอมรับขาดทุนสต๊อก
ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีโรงกลั่นในกลุ่ม 3 โรง คือ บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP, บมจ. IRPC และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC ได้ออกมาระบุว่าผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2566 ของกลุ่มธุรกิจการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลง จากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น
โดยในครึ่งปีแรกของปี 2566 (1H2566) ขาดทุนสต๊อกน้ำมันประมาณ 10,000 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสต๊อกน้ำมันประมาณ 47,000 ล้านบาท รวมทั้ง market GRM ลดลงจาก 13.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก 6.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
โดยหากมองเฉพาะในไตรมาส 2/2565 ธุรกิจการกลั่นขาดทุนสต๊อกน้ำมันในไตรมาสนี้ ประมาณ 4,000 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี กำไรประมาณ 19,000 ล้านบาท รวมทั้ง market GRM ลดลงจาก 21.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็น 4.1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาสนี้
จากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน น้ำมัน ดีเซล และน้ำมันเบนซิน กับน้ำมันดิบปรับลดลงแม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กำไรต่อหน่วยของการค้าน้ำมันดิบที่ลดลงจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขายผลิตภัณฑ์ที่ลดลง แม้ว่าปริมาณการขายเพิ่มขึ้น
มุมมองของ นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ระบุว่า ไตรมาส 2/2566 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 1,117 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 1/2566 ที่กำไรสุทธิที่ 4,554 ล้านบาท เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียมเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่ปรับตัวลดลง หลังจากอุปทานน้ำมันจากประเทศรัสเซียยังคงมีการซื้อขายในตลาดอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม มองว่าภาพรวมธุรกิจกลุ่มไทยออยล์ในช่วงครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปทานน้ำมันที่ตึงตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2566 หลังกลุ่มโอเปกพลัสที่นำโดยประเทศซาอุดีอาระเบีย และรัสเซียปรับลดการผลิตน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล รวมถึงมีการปิดซ่อมบำรุงกะทันหันของโรงกลั่นหลายแห่งในสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย ส่งผลให้สต๊อกน้ำมันทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
“แม้ว่าจะมีปัจจัยความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กลุ่มไทยออยล์ได้เฝ้าระวังความผันผวนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น และมีมาตรการติดตาม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและแสวงหาโอกาสในการสร้างรายได้ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดอย่างต่อเนื่อง”

บางจากฯ คาดไตรมาส 3 ดี
ด้านบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายและได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน จากราคาน้ำมันดิบลดลง ในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้กลุ่มโรงกลั่น มี inventory loss จำนวน 2,443 ล้านบาท จาก inventory loss ไตรมาส 2/2566 ที่มียอด 757 ล้านบาท
ขณะที่ค่าการกลั่นพื้นฐาน (operating GRM) ปรับลดลงจาก 15.87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในครึ่งแรกของปี 2565 มาอยู่ที่ 8.10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สาเหตุหลักมาจาก crack spread ของทุกผลิตภัณฑ์ปรับลดลงตามภาวะตลาดโลก
โดยในครึ่งแรกของปีมีการรับรู้ inventory loss 3.23 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเทียบเท่า 2,443 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันบางจากยังคงอัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยที่สูงในระดับ 121,700 บาร์เรลต่อวัน หรือร้อยละ 101 ของกำลังการผลิตรวมของโรงกลั่น
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมครึ่งปีของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA รวม 5,402 ล้านบาท โดย นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ระบุว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นจากสภาวะอุปทานในตลาดตึงตัวและอุปสงค์น้ำมันจากจีนที่ฟื้นตัว
โดยคาดว่าในไตรมาส 3 ของปี 2566 ค่าการกลั่นของโรงกลั่นประเภท cracking ที่สิงคโปร์มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ของปีตามปัจจัยหนุนจากตลาดน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบระมัดระวังและติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ควบรวมเอสโซ่จบในปี 2566
และไม่เพียงเท่านั้นบางจากฯซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการควบรวมธุรกิจกับเอสโซ่ ภายหลังจากที่ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้นในบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จากบริษัท ExxonMobil Asia Holding Pte. Ltd.
ซึ่งดีลดังกล่าวได้รับความเห็นชอบแบบมีเงื่อนไขจากสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้รวมธุรกิจเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไขดังกล่าวเพื่อพิจารณาแนวทางในการดำเนินการรวมธุรกิจ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2566 จะมาช่วยหนุนในครึ่งปีหลัง
หากดีลนี้เสร็จสิ้นจะเป็นการช่วยเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจน้ำมันให้กับกลุ่มบริษัทบางจากฯ ซึ่งไม่เพียงจะเป็นการสร้างประโยชน์สู่คู่ค้าทั้งคู่ แต่ยังจะส่งผลดีต่อผู้บริโภค และประเทศทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในอนาคตด้วย
แนวโน้มราคาน้ำมันครึ่งปีหลัง
ในมุมภาครัฐ นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) มองว่า แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง 2566 ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ จะอยู่ที่ 81-87 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันเบนซิน 96-105 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซล 91-98 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
สำหรับภาพรวมสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก (วันที่ 17 – 23 กรกฎาคม 2566) ราคาน้ำมันดิบดูไบและเวสต์ เท็กซัส เฉลี่ยที่ 80.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ 75.68 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าเล็กน้อย
จากคาดการณ์ที่ยังต้องลุ้นว่า FED ใกล้จะยุติการปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอลง ความกังวลการลดการผลิตของโอเปกพลัส ความตึงเครียดรัสเซียและยูเครนที่รุนแรงมากขึ้น จีนนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียสูงสุดเป็นประวัติการณ์เดือนก่อน และความคาดหวังว่าจีนจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม