Skip to content

บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) มั่นใจรายได้กระฉูด ต่อยอด CCS-ไฮโดรเจน

07 ก.ย. 2566 | 09:33น.
บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) มั่นใจรายได้กระฉูด ต่อยอด CCS-ไฮโดรเจน

บ้านปู เพาเวอร์ มั่นใจรายได้โตทะลุ 10% หลังโรงไฟฟ้าสหรัฐโรงที่ 2ปั๊มพอร์ตสหรัฐเพิ่มเท่าตัว เล็งลงทุนต่อยอดโครงการตามไปป์ไลน์ ทั้งเทคโนกักเก็บคาร์บอน ในสหรัฐ-เทคโนพลังงานลดคาร์บอน เร่งศึกษาพัฒนาไฮโดรเจน หวังโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP ลดคาร์บอนได้ 40% ก่อนสิ้นสุดสัญญาอีก 9 ปี

นายกิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการขับเคลื่อนธุรกิจ หลังจากล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ได้ขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าTemple II โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้ระบบ Combined Cycle Gas Turbines ในสหรัฐอเมริกา เป็นแห่งที่ 2 จากเดิมที่ได้เข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า Temple I ที่มีกำลังผลิต 760 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว หรือประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้บริษัทมี economy of scale และจะเป็นผลดีในแง่ของการประกันความเสี่ยง เช่น การขายไฟในอนาคตที่ฟิกซ์ราคา และจะทำให้มี cashflow มากกว่ามีแค่โรงเดียว

นอกจากนี้ หากคำนวณตามสัดส่วนการลงทุน 8 ประเทศ แม้การลงทุนใน อเมริกา จะคิดเป็น 20% แต่ในภาพรวมจะทำให้กลุ่มบ้านปูในอเมริกามี ecosystem ที่ดีมากขึ้น หรือ triple E : Ecosystem Excellent Ecosystem ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการซินเนอร์ยีมากขึ้น

รายได้ครึ่งปีหลังกระโดด

นายกิรณกล่าวด้วยว่า สำหรับครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้รวม 3,452 ล้านบาท ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฤดูหนาวของสหรัฐปีนี้ไม่ได้หนาวเท่ากับปีก่อนทำให้รายได้ลดลง แต่บริษัทมีกำไรเพิ่ม หลัก ๆ มาจาก 1) การบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ 2) ส่วนแบ่งในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน SLC หงสา สปป.ลาว และโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) จ.ระยอง ที่ดีกว่าแผน ซึ่งไม่นับรวมโรงไฟฟ้าในจีนที่ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากราคาถ่านหินลดลง

ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่ารายได้มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด และเมื่อบวกรายได้จากโรง Temple II ก็จะทำให้เติบโตมากกว่า 10-11% ซึ่งเป็นตัวเลขเดิมที่วางไว้ก่อนจะมี Temple II ขณะที่กระแสเงินสด จะเพิ่มขึ้น 11-12% ในทุก ๆ ปี จากปีก่อนที่มี 5-6 พันล้านบาท เพราะไซซ์ใหญ่ขึ้นเป็นดับเบิล

“ครึ่งปีหลัง ถ้าคุมคอสต์ให้อยู่เหมือนในครึ่งปีแรก โดยในสหรัฐใช้แก๊สเป็นหลัก โดย 2 เดือนที่ผ่านมา สภาพอากาศค่อนข้าง extreme เดือน ก.ค. อุณหภูมิสูงถึง 51 องศา ค่าไฟก็สูงตามดีมานด์ ประกอบกับมีโรงไฟฟ้าในเทกซัสหยุดซ่อม ทำให้ซัพพลายไฟน้อย และราคาค่าไฟสูงขึ้น การที่เราสามารถโอเปอเรตโรงไฟฟ้าได้ จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มที่ไตรมาส 3 ขณะที่จีนใช้ถ่านหิน ที่ตอนนี้ราคาลดลงต่ำกว่าพันหยวน ดังนั้นในจีน แนวโน้มทั้งปีน่าจะดีกว่าปีก่อนแน่นอน”

ต่อยอดธุรกิจ CCS ในสหรัฐ

นายกิรณกล่าวถึงแผนการใช้เงินลงทุนและกระแสเงินสดว่า บริษัทมีโครงการที่เตรียมจะลงทุนในไปป์ไลน์จำนวนมาก โดยเร็ว ๆ นี้จะต่อยอดการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในสหรัฐ ซึ่งเดิมบริษัทเริ่มลงทุนทำ CCS โครงการขนาดเล็ก 3 โครงการ โดยทำร่วมกับบริษัท BKV ที่เป็นบริษัทลูกของบ้านปู 2 โครงงการ รวมการกักเก็บได้ 80,000 ตันคาร์บอน การลงทุนนี้ลักษณะจะเป็นการกักเก็บคาร์บอนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่กระบวนการขนส่งก๊าซเข้าโรงไฟฟ้าไปจนถึงหลังจากมีการเผาไหม้แล้วก็จะกักเก็บด้วย

“เทคโนโลยี CCS เป็นเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง แต่ที่สหรัฐ มีกฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) คือกฎหมายส่งเสริมเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ทั้งรูปแบบเงินสดและเครดิตทางภาษี ซึ่งเอกชนสามารถเลือกได้ และค่อนข้างยืดหยุ่น เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุน และตลาดไฟฟ้าในสหรัฐ เป็นตลาดเสรี ใช้หลัก demand supply ค่าไฟจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการซื้อขายไฟในแต่ละช่วงเวลา”

BLCP ลุยไฮโดรเจน

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องการพัฒนาไฮโดรเจน ซึ่งได้ทำเอ็มโอยูร่วมกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และเบื้องต้นพบว่าต้นทุนการผลิตยังสูงและมีข้อจำกัดในการขนส่ง ที่ต้องมีท่อลำเลียง และต้องแปลงเป็นแอมโมเนีย และได้ทดลองทำในโรงไฟฟ้า BLCP เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยควบคู่กับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นโมเดลจากญี่ปุ่น คือ โรงไฟฟ้าชื่อเฮกินัน เมืองนาโงยา ซึ่งเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า co-firing co-injecting ร่วมกับถ่านหิน เพื่อจะ decarbonize หรือการสลายคาร์บอน โดยปีนี้ทำที่ BLCP ได้ทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น หวังว่าถ้าสำเร็จจะสามารถ decarbonize ลงไป 30-40% เลย และถ้าสำเร็จจะขยายการใช้เทคโนโลยีนี้ไปที่โรงไฟฟ้าอื่นด้วย

“เราไม่ได้ประกาศเป้าหมายเป็น Net Zero Target อะไรแบบนั้น แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้จัดตั้งคณะกรรมการ ESG มี ศ.ดร.พัชณิตา ธรรมยงค์กิจ เป็นประธาน และคณะกรรมการ ESG จะดูว่าธุรกิจเรามีการปล่อยก๊าซคาร์บอน (carbon emission) มากน้อยเท่าไหร่ เพื่อที่จะเอาตรงนั้นเป็นเป้าว่าจะไม่ให้สูงกว่า แล้วให้ทยอยลดลง โครงการใหม่ที่เข้ามาใน portfolio ต้องต่ำกว่าเป้าที่มีไว้ แล้วก็ค่อยมา decarbonize ลงไป เราใช้วิธีตั้งเป้าแบบนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า โรงไฟฟ้า BLCP จะมีอายุอีก 9 ปี (2575) ตามสัญญา PPA ซึ่งถ้าจะยืดอายุ BLCP ต่อหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่การทำ decarbonize ที่ BLCP เพราะเราต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินเองก็ decarbonize ลงไปได้ 40-50% และเราไม่มีการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่แล้ว”

กางแผนลงทุนเทคโนโลยีใหม่

นายกิรณกล่าวด้วยว่า ปี 2567 เป้าหมายการลงทุนหลักของบริษัท คือ การลงทุนในนวัตกรรมด้านพลังงาน S-surve ใหม่ ที่ช่วยเรื่องการ decarbonize และต้องมีกำไร เพราะความท้าทายของการลงทุนเรื่องเทคโนโลยี คือ เทคโนโลยี decarbonize สามารถทำได้จริง แต่ไม่ทำเงิน เหมือนพลังงานทดแทน ที่ได้ 6-7% จากอดีตธุรกิจบริษัทลงทุนเคยได้ 15-16% หรือสองหลักกลาง ๆ และกำลังแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์นี้

สำหรับแผนการลงทุนใน 7 ประเทศฐานผลิตนั้น บริษัทมองโอกาสลงทุนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์และลมในจีน เพราะจีนส่งเสริมเรื่องนี้มาก เช่นเดียวกับเวียดนาม ก็มีไปลงทุน solar rooftop ผ่านบริษัท Solar Esco Joint Stock ที่เป็นผู้นำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ของเวียดนาม โดยบ้านปูฯถือประมาณ 50%

ปัจจัยสำคัญคือเศรษฐกิจเวียดนามจะโตต่อไปได้อีก โรงงานอุตสาหกรรม ภาคการผลิตจะมีมากขึ้น ความต้องการใช้ไฟก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ฉะนั้น solar rooftop น่าจะไปได้ดี ส่วนใน สปป.ลาว ตอนนี้ใช้พลังงานน้ำ จากเขื่อนขนาดเล็ก ซึ่งขณะนี้แม้จะมีสถานการณ์เอลนีโญ แต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ และมีการวางแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงไว้รองรับ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเก็บกักเก็บน้ำเพียงพอ

สำหรับการลงทุนในประเทศไทยที่ผ่านมา แม้ว่าบริษัทไม่ได้ชนะโครงการพลังงานหมุนเวียน 5,000 เมกะวัตต์ (RE 5,000) แต่ยังรอเข้าร่วมในรอบต่อไป นอกจากนี้ก็มีการลงทุนเทคโนโลยีด้านพลังงานผ่านพอร์ตที่ BPP ถือหุ้นผ่าน Banpu Next ซึ่งกำลังก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในปี 2567 ขนาด 2 GW/h