ดันร่างกฎหมายSEยังหืดจับ ยื้อปมตั้งกองทุน-เอกชนลุยไม่รอรัฐหนุน
ดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หืดจับ ถูกยื้อยาวปมตั้งกองทุน เหตุถกคลังยังไม่ได้ข้อยุติ ภาคประชาชนโอดกฎหมายแท้งวิสาหกิจขนาดเล็กไม่รอด บิ๊กบริษัทเอกชนบ่ยั่น “LPN-CP” ลุย SE ไม่ยั้ง
นายณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม (สกส.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. …. ยังอยู่ในขั้นตอนรอบรรจุเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังเสนอ ครม.พิจารณารอบแรกเดือน ก.ย. 2560 แต่ถูกสั่งให้นำกลับมาทบทวน ปรับแก้สาระสำคัญบางส่วน โดยเฉพาะประเด็นการจัดตั้งกองทุน ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะใช้เงินของรัฐ หรือให้เอกชนบริจาค ล่าสุดได้จัดประชาพิจารณ์รอบที่สอง เดือน ม.ค. 2561 ก่อนเสนอ ครม.พิจารณาอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ ครม.ต้องการความชัดเจนว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกิจการเพื่อสังคม วิสาหกิจเพื่อสังคม มีมากพอถึงขั้นต้องออกกฎหมายรองรับหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นอาจออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน หรือให้ภารกิจส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมอยู่ภายใต้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้การผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่แน่นอนชัดเจน แต่ไม่ได้ทำให้ภาคเอกชนรายใหญ่ชะลอตัดสินใจดำเนินกิจการเพื่อสังคมมากนัก ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนยื่นขอจดทะเบียนจดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบที่เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม กับกระทรวงพาณิชย์ 147 รายแล้ว มีแต่รายเล็ก 300-400 รายที่ต้องการรอกฎหมาย
อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้จัดตั้งกองทุน CP Social Impact Fund งบประมาณราว 1,000 ล้านบาท สนับสนุนกิจการเพื่อสังคม 2 กลุ่ม คือ 1.ลงทุนกับสตาร์ตอัพด้านสังคม ซึ่งจะคัดเลือกสตาร์ตอัพ 5 ราย จากกว่า 50 ราย เพื่อสนับสนุน โดยมุ่งเน้นธุรกิจหรือกิจการที่ผู้นำองค์กรมีแนวคิดเรื่องความยั่งยืน และธุรกิจต้องเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
2.กิจการที่มีลักษณะเป็นโครงการ SE และใช้จุดแข็งของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการเข้าไปช่วยเหลือบุคคล ชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ อาจเป็นโครงการระยะยาว 5-10 ปี ฯลฯ
ขณะที่ บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จัดตั้งบริษัทเพื่อสังคมชื่อ “บจ.ลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ (LPC)” ให้บริการทำความสะอาด โดยมุ่งเน้นความยั่งยืน ด้วยการเปิดโอกาสการจ้างงานกับกลุ่มสตรีด้อยโอกาสในสังคม โดยไม่ปันผลกลับมาที่บริษัท แต่จะปันผลกำไรกลับคืนสู่พนักงาน
ส่วน บจ.ซี เอ ซี ผู้บริหาร C asean ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ อยู่ระหว่างรอยื่นขอใบรับรองการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม จาก คกส. หากมีกฎหมายส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมบังคับใช้ และมีแผนเชิญชวนพันธมิตรภาคเอกชนทั้งในประเทศและแถบอาเซียนร่วมสนับสนุน
นายสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion องค์กรที่ทำงานด้านส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทย มองว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เพราะจะทำให้ SE ได้รับการยอมรับจากสังคม และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด และเป็นการกระจายความช่วยเหลือไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ เอื้อประโยชน์ต่อสังคมได้ในวงกว้าง ช่วยแก้ปัญหาทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ
หากไม่มีกฎหมายรองรับจะทำให้ SE รายเล็กรายย่อยในต่างจังหวัดจะไม่ได้รับการส่งเสริม คงทยอยล้มหายตายจาก เพราะกลุ่มนี้มีทุนไม่เยอะมาก แต่ดำเนินธุรกิจด้วยความตั้งใจจะยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน
นางสาวบุษยรัตน์ ผัดผล ผู้ก่อตั้งรวยบุญ ผ้าธรรมชาติ กิจการเพื่อสังคม ในจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า หากมีกลไกรัฐสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการ SE ที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก จะทำให้ SE เติบโตได้ยั่งยืน เพราะกลไกดังกล่าวจะส่งเสริมทั้งเรื่ององค์ความรู้ แหล่งเงินทุน ช่วยลดขั้นตอนการติดต่อกับหน่วยงานรัฐให้สะดวกรวดเร็วขึ้น
ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง ให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมในการออกกฎหมายรองรับวิสาหกิจเพื่อสังคม จะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม.เร็ว ๆ นี้
ที่ผ่านมากระทรวงการคลังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี SE ไปหมดแล้ว ยังติดขัดที่รัฐควรตั้งกองทุนขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการจะจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือไม่ คือเอาเงินในส่วนงบประมาณของรัฐไปใส่ในกองทุนเพื่อทำธุรกิจหรือไม่ ข้างหนึ่งอยากให้คนที่มีแรงบันดาลใจเข้าถึงแหล่งทุนไปทำธุรกิจเพื่อสังคม อีกด้านหนึ่งมองว่าถ้าเกิดต้องการทำธุรกิจแล้วได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐทั้งหมดแล้ว รัฐยังต้องเอาเงินไปช่วยให้เขาทำธุรกิจอีกเหมาะสมหรือไม่ จึงต้องหาทางออกที่เหมาะสม
“อาจจะมีกองทุนแต่ไม่ใช้งบประมาณของรัฐ แต่ให้เอกชนบริจาค เพราะภาคเอกชนบางบริษัทอยากช่วยเหลือสังคม แต่ไม่อยากทำเอง” นายกอบศักดิ์กล่าว