Skip to content

โอกาสแลนด์บริดจ์ เชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทร โฟกัสนักลงทุน “จีน-ยูเออี-ซาอุฯ”

21 ธ.ค. 2566 | 07:15น.
โอกาสแลนด์บริดจ์ เชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทร โฟกัสนักลงทุน “จีน-ยูเออี-ซาอุฯ”

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ กำลังถูกรัฐบาลไทย “Roadshow” ไปทั่วโลก โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ใช้โอกาสในเวทีในการประชุมนานาชาติ

ไม่ว่าจะเป็น APEC หรือ ASEAN-JAPAN Commemorative Summit ตลอดจนการเดินทางเยือนหลาย ๆ ประเทศทั้งในตะวันออกกลางและอาเซียน จัดสัมมนา “Thailand Landbridge Roadshow” ให้กับนักลงทุนในการมุ่งหวังที่จะผลักดันโครงการที่มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 249,848 ล้านบาท

ตัวโครงการจะประกอบไปด้วยการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล ที่แหลมอ่าวอ่าง อ.ราชกรูด จ.ระนอง ฝั่งอันดามัน ขนาดร่องน้ำลึก 21 เมตร รองรับสินค้าได้ 20 ล้าน TEUs กับแหลมริ่ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร ขนาดร่องน้ำลึก 17 เมตร รองรับสินค้าได้ 20 ล้าน TEUs พร้อมเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือทั้ง 2 ฝั่งระยะทาง 90 กิโลเมตร

แบ่งเป็น ทางหลวงมอเตอร์เวย์ขนาด 6 ช่องจราจร ทางรถไฟขนาดราง 1.435 เมตร จำนวน 2 ทาง รองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ 2 ชั้นบนแคร่ และทางรถไฟขนาดราง 1 เมตร จำนวน 2 ช่องทาง เพื่อเชื่อมต่อระบบโครงข่ายรางหลักของประเทศ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับการวางท่อขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซธรรมชาติ มีพื้นที่เชิงพาณิชย์หลังท่าโดยการ “ถมทะเล” สำหรับกิจการสนับสนุนท่าเรือน้ำลึกทั้ง 2 ฝั่ง

ผลการศึกษาเบื้องต้นที่ถูกเผยแพร่ออกมากล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยร่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าผ่านทางช่องเแคบมะละกา-สิงคโปร์ จากปัจจุบันมีสินค้าถูกขนส่งผ่านช่องแคบคิดเป็นร้อยละ 16 ของการขนส่งสินค้าของโลก และร้อยละ 15-18 สำหรับการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ นั้นหมายถึงการขนส่งสินค้าและน้ำมันผ่านโครงการแลนด์บริดจ์ จะเป็นคู่แข่งของการขนส่งสินค้าผ่านทางช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์-มาเลเซียทันที

ด้าน นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย และประธานกิตติมศักดิ์สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) ให้ความเห็นว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นโอกาสในการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ จากปัจจุบันที่มีโครงการท่าเทียบเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างเพื่อสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

“ทุกวันนี้เรามีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านแหลมฉบัง 7-8 ล้านตู้ ถ้าท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เฟส 3 สร้างเสร็จ คาดการณ์ว่าจะมีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านที่แหลมฉบัง ประมาณ 10 ล้านตู้ ซึ่งทิศทางการขนส่งทางเรือของประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นแบบนี้”

แต่หลังจากนี้ไทยจะเปลี่ยนประเทศได้อย่างไร ในประเด็นนี้ นายสุวิทย์มองว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นคำตอบของประเทศได้ แต่ในเมื่อเป็นโครงการใหม่ในหลายมุมมองก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า จะคุ้มค่าหรือไม่ ต้นทุนจะเป็นอย่างไร จะเอาเรือที่ไหนมาวิ่งขนส่งสินค้า ทั้งในแง่ของบริษัทสายการเดินเรือ นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ สถาบันทางการเงิน และนักลงทุนต่างชาติ

“ถ้าคำนวณกันตรง ๆ เบื้องต้น การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เชื่อม 2 ฝั่ง (ระนอง-ชุมพร) จำนวน 10,000 ตู้ จากเรือใหญ่ทั้ง 2 ฝั่งอาจจะต้องใช้เวลาขนส่งกันเป็นอาทิตย์ ด้วยระบบศักยภาพรางรถไฟของไทยในปัจจุบัน แน่นอนว่ามันไม่น่าสนใจที่จะลงทุนทั้งในเรื่องของต้นทุนและเวลาที่จะต้องยกตู้จากท่าเรือขึ้นรถไฟไปอีกท่าเรือหนึ่งในฝั่งตรงกันข้าม”

จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องมีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเส้นทางใหม่นี้ 20 ล้านตู้ จะหาตู้มาจากไหน อันนี้เป็นการบ้านของนักลงทุนที่เขาจะเข้ามาลงทุน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทย แม้จะเป็นประเทศผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้า แต่ไทยยังไม่ได้เป็นประเทศ Transhipment เหมือนอย่างสิงคโปร์ ที่เขามีตู้สินค้าผ่านปีละ 30-40 ล้านตู้ ในจำนวนนี้ 90% เป็น Transhipment ทั้งสิ้น

ซึ่งตรงนี้เป็น “หัวใจหลัก” ของโครงการแลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ได้ในสายตานักลงทุนต่างประเทศ จะต้องแข่งขันกันในเรื่องของศักยภาพในการทำธุรกิจ ต้นทุนขนส่งที่ถูกกว่า-ระยะเวลาในการขนส่ง และวอลุ่มสินค้าที่จะผ่านเข้า-ออก ต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ ที่สินค้าผ่านช่องแคบมะละกาให้ได้”

อย่างไรก็ตาม การทำ Roadshow ของรัฐบาลไทยจะต้องเน้นไปที่การหา “พาร์ตเนอร์” ที่เหมาะสมที่มีศักยภาพในการลงทุน ตอนนี้น่าจะเป็นนักลงทุนจาก 3 ประเทศ ได้แก่

1) ซาอุดีอาระเบีย จะสามารถใช้แลนด์บริดจ์เป็น “ฮับน้ำมัน” ได้ แต่ไม่ใช่ “ฮับคอนเทนเนอร์” ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ไป Roadshow ไว้กับหน่วยงานลงทุนหลักของซาอุดีอาระเบียแล้ว (กองทุนสาธารณะ Governor of The Public Investment Fund หรือ PIE-Saudi Aramco และ SABIC หรือ Saudiarabia Basic Industries Coporation) ซึ่งก็ได้แสดงความสนใจ

2) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ถ้าเข้ามาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ จะได้ทั้งฮับน้ำมัน กับฮับคอนเทนเนอร์ เนื่องจากปัจจุบัน UAE บริหารท่าเรือทั่วโลกกว่า 78 แห่ง และยังบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ ทำให้ดูไบเป็นเบอร์ 1 ทางด้านนี้ของโลก จากการพบปะกับนักลงทุนดูไบ พบว่ามีความพร้อมในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ มีความชำนาญในการบริหารท่าเรือ มีเงินลงทุนที่พร้อมจะลงทุนต่างประเทศเช่นเดียวกับซาอุดีอาระเบีย ส่วนนักลงทุนประเทศที่

3) จีน มองว่ามีความพร้อมทุกด้าน มีทั้งเทคโนโลยีการก่อสร้างท่าเรือ ระบบรางรถไฟ และนโยบายของรัฐบาลจีนในเรื่อง One ที่สำคัญก็คือ จีนยังมีสายการเดินเรือแห่งชาติ หรือ COSCO ด้วย ซึ่งเป็นสายการเดินเรืออันดับ 3-4 ของโลก

ดังนั้นจีนจะเป็นคำตอบของความกังวลที่ว่า เมื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเสร็จแล้วจะหา “ใคร” มาใช้บริการ จะหาสายการเดินเรือจากไหน จะมีตู้คอนเทนเนอร์ผ่าน 20 ล้านตู้ได้หรือไม่ ตรงนี้จีนเป็นคำตอบได้ทั้งหมด

เพราะหากจีนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในแลนด์บริดจ์ เขาคงไม่รอให้สายเดินเรืออื่นเข้ามาใช้บริการ แต่จีนต้องตัดตู้คอนเทนเนอร์ส่วนหนึ่งที่เขาวิ่งผ่านเส้นทางแปซิฟิก-มหาสมุทรอินเดีย ไปยุโรป มาผ่านแลนด์บริดจ์แน่นอน

“ทั้ง 3 ประเทศนี้มีศักยภาพที่จะเข้ามาลงทุน ขอเพียงรัฐบาลไทยโฟกัสในการหาพาร์ตเนอร์ที่ถูกต้อง ตอนนี้สิงคโปร์กับมาเลเซียเขาก็กังวลว่า แลนด์บริดจ์จะมีโมเดลอย่างไร จะกระทบกับการขนส่งสินค้าของทั้ง 2 ประเทศมากน้อยแค่ไหน อย่างสิงคโปร์ตอนนี้กำลังขยายท่าเรือใหม่สามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ในอนาคตได้อีก 70-80 ล้านตู้ถ้าแลนด์บริดจ์ของเราเกิด นั้นหมายความว่าจะไปดึงตู้คอนเทนเนอร์ที่จะต้องผ่านสิงคโปร์มา ดังนั้นการแข่งขันก็จะต้องเกิดความรุนแรงขึ้น อยู่กับว่าใครจะทำให้ ราคา-ความเร็ว และปริมาณสินค้า ได้ดีกว่ากัน” นายสุวิทย์กล่าว