ตั้งไข่เหมืองโพแทช ลุ้นเงินลงทุนขุดแร่ 25 ปี

โพแทช
อัพเดตล่าสุด 29 มกราคม 2567 เวลา 12.14 น.

35 ปีของโครงการทำเหมืองโพแทชในประเทศไทย ยังไม่เห็น “แร่โพแทช” หลังบริษัทเจ้าของโครงการประสบปัญหาเงินลงทุน ปัญหาเชิงวิศวกรรม และการต่อต้านของชุมชนในพื้นที่ เริ่มจากตำนานอย่าง บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ ยังหาผู้ร่วมทุนใหม่ไม่ได้ แถมยังถูกฟ้องติดหนี้เงินผลประโยชน์พิเศษที่ต้องจ่ายให้รัฐกว่า 5,800 ล้านบาท ด้าน “ไทยคาลิ” ก็ประสบปัญหาน้ำรั่วในอุโมงค์กำลังขอปรับรูปแบบขุดเจาะแนวดิ่ง ส่วนเหมืองโพแทชของ “เอเซีย แปซิฟิคฯ” ที่อุดรฯก็กำลังเปิดการเจรจากับสถาบันการเงินใน Project Finance อยู่

นับตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา ที่รัฐบาลไทยได้ริเริ่ม โครงการเหมืองแร่โพแทชของอาเซียน ภายใต้ข้อตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการอุตสาหกรรมอาเซียน (Basic Agreement on ASEAN Industrial Projects) โดยเจ้าของโครงการต้องลงทุนร้อยละ 60 ของเงินลงทุนทั้งหมด (Total Equity) และรัฐบาลเจ้าของโครงการต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของเงินลงทุนนั้น

ปรากฏเวลาได้ผ่านมา 35 ปี บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ (เดิมชื่อบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน) ก็ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการทำเหมืองได้ พร้อม ๆ กับมีโครงการทำเหมืองแร่โพแทชอีก 2 โครงการ แม้จะได้รับประทานบัตร แต่ก็ยังไม่มีผลผลิตแร่โพแทชออกมาเช่นกัน

เหมืองชัยภูมิถูกฟ้องเงินพิเศษ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเข้ามาว่า จากการที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการทำเหมืองแร่โพแทชที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการทำเหมืองจึงได้เริ่มขึ้น มีเป้าหมายที่จะนำแร่โพแทชไปผลิตเป็นปุ๋ยเคมี โดยโครงการแรกก็คือ โครงการเหมืองแร่โพแทชอาเซียนที่ชัยภูมิ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านตาล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ

โดยโครงการนี้ได้รับประทานบัตรเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 มีอายุประทานบัตร 25 ปี คาดการณ์ปริมาณการผลิตแร่ตลอดอายุโครงการเป็นจำนวน 17.33 ล้านตัน มีแผนการผลิตแร่โพแทชปีละ 1.1 ล้านตัน สถานะของบริษัทผู้รับประทานบัตรล่าสุดกำลังขอปรับโครงสร้างหนี้และหาผู้ร่วมทุนอยู่

จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุดของบริษัทปรากฏ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ ต่อ ศาลปกครอง ในเดือนกันยายน 2565 กรณีการผิดนัดชำระเงินผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐตอบแทนการออกประทานบัตรจำนวน 8 งวด คิดเป็นเงินประมาณ 5,848 ล้านบาท (ณ เดือนมกราคม 2566)

ที่ผ่านมาบริษัทได้แจ้งว่า มีนักลงทุนรายใหม่ 2 รายสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการนี้ แต่ติดขัดในเรื่องที่บริษัทยังมีหนี้สิน “เงินผลประโยชน์พิเศษ” ที่จะต้องชำระอีก 5,675 ล้านบาท ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน

บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ ได้เข้ามาหารือกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เพื่อขอประนีประนอมหนี้เงินผลประโยชน์พิเศษเพื่อให้โครงการทำเหมืองดำเนินการต่อไปได้ เบื้องต้นบริษัทมีข้อเสนอขอผ่อนชำระหนี้ด้วยผลผลิตแร่โพแทชของโครงการ โดยจ่ายเป็น “ปุ๋ย” ในระยะเวลา 6 ปี หลังจากที่บริษัทได้ขุดแร่โพแทชจากเหมืองขึ้นมาแล้ว

แต่ข้อเสนอของบริษัทในทางปฏิบัติจะ “มีความยุ่งยากและซับซ้อนมาก” อาทิ สถานที่เก็บปุ๋ยที่รับมอบมา เกรดของปุ๋ย และการจำหน่ายปุ๋ยออกไป ทำให้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ไม่สามารถตกลงกับบริษัทในการประนีประนอมหนี้ได้

ล่าสุดได้มีการเปลี่ยนข้อเสนอในการประนีประนอมไกล่เกลี่ยหนี้เงินผลประโยชน์พิเศษใหม่ โดยขอให้พักชำระหนี้ หมายถึง หนี้หยุดเดิน ค่าปรับหยุด หรือพักชำระหนี้เป็นระยะเวลาประมาณ 6 ปี เพื่อเปิดการทำเหมืองแร่ หลังจากนั้นบริษัทจะทยอยจ่ายหนี้เป็น “เงินสด” ตามงวดที่ตกลงกันไว้ ซึ่งข้อเสนอนี้ทาง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เห็นด้วยในเชิงวิศวกรรม

แต่กรมอยู่ในฐานะผู้พิจารณาข้อเสนอเบื้องต้นเท่านั้น “ขณะนี้ได้ส่งข้อเสนอทั้งหมดพร้อมความเห็นกรมไปยัง กรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นเจ้าของเงินจะพิจารณาอย่างไร ทางกรมบัญชีกลางตกลงตามข้อเสนอนี้ก็จะส่งเรื่องไปยัง สำนักงานอัยการสูงสุด กรมก็จะไปเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การถอนฟ้องบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ทำการเพิ่มทุนส่วนแรกในสัดส่วนของ กระทรวงการคลัง เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 20 ไปแล้วตามความเห็นชอบของ ครม.จำนวน 90 ล้านบาท โดยบริษัทจะนำเงินจำนวนนี้ไปทำการศึกษาโครงการทำเหมือง หลังจากหยุดดำเนินการมาหลายปี

เนื่องจากไม่สามารถหาผู้ร่วมลงทุนในโครงการได้ การไกล่เกลี่ยเพื่อหยุดพักชำระหนี้จำนวน 5,848 ล้านบาท หากสำเร็จก็จะช่วยให้บริษัทหาผู้ร่วมทุนที่สนใจจะทำเหมืองได้ หรือแทนที่จะต้องนำเงินจำนวน 5,848 ล้านบาท มาชำระหนี้ทั้งหมดทันที ก็สามารถนำเงินก้อนเดียวกันนี้กลับมาเริ่มต้นทำเหมืองแร่ได้

ไทยคาลิขอปรับอุโมงค์ทำเหมือง

ส่วนโครงการทำเหมืองแร่โพแทชที่เหลืออีก 2 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการทำเหมืองแร่โพแทชของ บริษัท ไทยคาลิ จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ขณะนี้ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่อายุ 25 ปีไปแล้ว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2558 มีปริมาณการผลิตแร่ตลอดอายุโครงการ 2.15 ล้านตัน แผนการผลิตแร่โพแทชปีละ 100,000 ตัน การดำเนินการล่าสุดปรากฏ บริษัท ไทยคาลิ ขออนุญาตปรับรูปแบบการทำเหมืองขุดเจาะแนวดิ่ง เนื่องจากประสบปัญหาน้ำรั่วในอุโมงค์

ขณะนี้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคำขออนุญาต แต่จะเร่งพิจารณาโดยรอบคอบ เนื่องจากเป็นการทำเหมืองใต้ดิน เท่ากับสถานะตอนนี้บริษัทยังดำเนินการทำเหมืองต่อไปไม่ได้

2) บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น ตั้งอยู่ที่ ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.อุดรธานี บริษัทได้รับประทานบัตรทำเหมืองอายุ 25 ปี ในเดือนกันยายน 2565 จำนวน 4 แปลง เนื้อที่ 26,446 ไร่ มีปริมาณการผลิตแร่ตลอดอายุโครงการ 33.67 ล้านตัน แผนการผลิตแร่โพแทชปีละ 2 ล้านตัน การดำเนินการล่าสุดของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเคลียร์ปรับพื้นที่เพื่อเตรียมการทำเหมืองแร่ มีการปรับสภาพพื้นที่ ขุดบ่อเก็บกักน้ำ

ล่าสุด นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางลงพื้นที่ไปดูโครงการทำเหมืองของบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตชฯ ที่ จ.อุดรธานี ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แล้วกล่าวภายหลังการเข้าตรวจเยี่ยมและรับฟังการบรรยายสรุปความก้าวหน้าการดำเนินโครงการเหมืองแร่โพแทช จังหวัดอุดรธานี จากบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) ซึ่งเป็นผู้ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองว่า

เบื้องต้นบริษัทได้รายงานว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับ สถาบันการเงิน เพื่อใช้สนับสนุนการดำเนินโครงการ (Project Finance) ซึ่งหากสถาบันการเงินให้การอนุมัติ ทางบริษัทก็จะเร่งรัดการผลิตแร่โพแทชให้ได้ภายใน 3 ปี

อย่างไรก็ตาม โครงการทำเหมืองแร่โพแทชทุกโครงการในประเทศมักจะได้รับการคัดค้านจากชุมชนในพื้นที่-กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องจากความกังวลในเรื่องของ “เกลือ” ปริมาณมหาศาลที่ได้จากกระบวนการทำเหมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากจัดเก็บไม่ดีพอ


ในประเด็นนี้มีการชี้แจงมาโดยตลอดว่า แร่โพแทช กับ เกลือ เป็นของคู่กัน เพียงแต่การทำเหมืองต้องไม่ให้เกลือหรือน้ำเกลือออกมาปนเปื้อนกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลและมีการต่อสู้กันทางคดีความมาโดยตลอด