FTI CEO Poll ชี้เอกชนสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำทุบยอดขาย 10-30% จี้รัฐแก้ด่วน

มนตรี มหาพฤกษ์พงศ์

FTI CEO Poll ชี้เอกชนกังวลสินค้าราคาถูกด้อยคุณภาพบุกตลาดไทย กระทบยอดขายลดลง 10-30% ที่รัฐทบทวนข้อยกเว้นการจัดเก็บภาษี VAT สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ไม่เกิน 1,500 บาท พร้อมเข้มเงื่อนไขการใช้ประโยชน์คลังสินค้าในเขตปลอดอากร

วันที่ 2 มีนาคม 2567 นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 38 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ภายใต้หัวข้อ “สินค้าราคาถูกด้อยคุณภาพบุกตลาดไทย ภาคอุตสาหกรรมรับมืออย่างไร” จากความเห็นของผู้บริหาร ส.อ.ท. พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าราคาถูกและสินค้าไม่มีมาตรฐานที่เข้ามาทุ่มตลาดในประเทศไทย มากถึง 65.8% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด ส่งผลกระทบทำให้ยอดขายสินค้าของไทยลดลงตั้งแต่ 10% จนถึง มากกว่า 30% ในบางอุตสาหกรรม

ซึ่งประเด็นดังกล่าวทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับสินค้าราคาถูกที่เข้ามาในประเทศได้

รวมทั้งมีความกังวลถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคในการเลือกใช้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพและไม่มีมาตรฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า  อาหาร เครื่องสำอาง สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม สินค้าแฟชั่น วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

จากผลกระทบดังกล่าว ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานและใช้การสําแดงเท็จนำเข้าผ่านด่านศุลกากร ควบคู่ไปกับการตรวจสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดทั้ง มอก. และ อย. รวมทั้ง จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาสินค้าราคาถูกที่เข้ามาผ่านช่องทางออนไลน์ E Commerce platform โดยการพิจารณาทบทวนข้อยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ไม่เกิน 1,500 บาท และออกมาตรการป้องกันการสําแดงราคาเท็จ ตลอดจนทบทวนเงื่อนไขการใช้ประโยชน์จากคลังสินค้าในเขตปลอดอากร (Free Zone Warehouse) เพื่อทำให้เกิดความเท่าเทียมในการขายสินค้าในประเทศ

ต้นทุนการผลิตสินค้าไทยพุ่งแซงอาเซียน

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงสถานการณ์การแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอาเซียน ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่มองว่า ต้นทุนการผลิตของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นมากทั้งจากค่าไฟฟ้า ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้สินค้าไทยในปัจจุบันเริ่มที่จะแข่งขันได้ยากยิ่งขึ้นในตลาดอาเซียน ซึ่งจะเห็นได้จากมูลค่าการส่งออกสินค้าไปอาเซียน ปี 2566 ที่ลดลงกว่า 7.12% เมื่อเทียบกับปี 2565

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 234 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 46 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 38 จำนวน 6 คำถาม ดังนี้

1.  ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากสินค้าราคาถูกและไม่มีมาตรฐานที่เข้ามาทุ่มตลาดในประเทศไทยระดับใด

  • อันดับที่ 1 : ยอดขายลดลง 10% (20.9%)
  • อันดับที่ 2 : ยอดขายลดลง 20% (19.7%)
  • อันดับที่ 3 : ยอดขายลดลง มากกว่า 30% (17.9%)
  • อันดับที่ 4 : ยอดขายลดลง 30% (7.3%)
  • อันดับที่ 5 : ไม่ได้รับผลกระทบ (34.2%)

2.  ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อผลกระทบจากสินค้าราคาถูกและไม่มีมาตรฐานในเรื่องใด (Multiple choices)

  • อันดับที่ 1 : อุตสาหกรรมภายในประเทศสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ (81.2%)
  • อันดับที่ 2 : ความปลอดภัยของผู้บริโภคในการเลือกใช้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ และไม่มีมาตรฐาน (74.4%)
  • อันดับที่ 3 : การจัดการขยะที่มาจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า (44.0%)
  • อันดับที่ 4 : การลักลอบนำเข้าสินค้ามาสวมสิทธิของไทยในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ (42.3%)

3.  ภาคอุตสาหกรรรมีแนวทางการปรับตัวเพื่อแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่เข้ามาในตลาดอย่างไร (Multiple choices)

  • อันดับที่ 1 : ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้รับรองมาตรฐาน เช่น มอก., อย. (65.8%)
  • อันดับที่ 2 : สร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับ และพัฒนาบริการหลังการขาย (58.1%)
  • อันดับที่ 3 : พัฒนากระบวนการผลิตและสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์กระแสผู้บริโภค (49.1%)
  • อันดับที่ 4 : ปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อเจาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ (46.6%)

4.  ภาครัฐควรมีมาตรการปกป้องผู้ประกอบการไทยจากสินค้าราคาถูกและไม่มีมาตรฐานอย่างไร (Multiple choices)

  • อันดับที่ 1 : เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับสินค้าไม่มีมาตรฐานและสําแดงเท็จ ที่มีการนำเข้าผ่านด่านศุลกากร และการตรวจสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดทั้ง มอก. และ อย. (78.2%)
  • อันดับที่ 2 : ทบทวนข้อยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ไม่เกิน 1,500 บาท และออกมาตรการป้องกันการสําแดงราคาเท็จ (66.2%)
  • อันดับที่ 3 : ทบทวนเงื่อนไขการใช้ประโยชน์จากคลังสินค้าในเขตปลอดอากร (Free Zone Warehouse) ในกรณีขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (54.7%)
  • อันดับที่ 4 : การนำมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนตลาด (Anti-Circumvention: AC) มาบังคับใช้ (48.3%)

5.  กลุ่มสินค้าใดที่ภาครัฐควรเร่งเข้ามาช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบจากสินค้าราคาถูกและไม่มีมาตรฐาน (Multiple choices)

  • อันดับที่ 1 : เครื่องใช้ไฟฟ้า (70.1%)
  • อันดับที่ 2 : อาหาร และเครื่องสำอาง (55.6%)
  • อันดับที่ 3 : สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าแฟชั่น (49.6%)
  • อันดับที่ 4 : วัสดุก่อสร้าง (42.7%)
  • อันดับที่ 5 : เครื่องจักรกล (30.3%)

6.  ภาคอุตสาหกรรมมีมุมมองต่อการแข่งขันกับสินค้าที่ทะลักเข้ามาในตลาดอาเซียนอย่างไร

  • อันดับที่ 1 : สินค้าไทยแข่งขันได้ยาก เนื่องจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง (57.7%)
  • อันดับที่ 2 : สินค้าไทยถูกแยกส่วนแบ่งทางการตลาดบางส่วน แต่ยังสามารถรักษาตลาดไว้ได้ (31.2%)
  • อันดับที่ 3 : สินค้าไทยยังคงเป็นที่นิยมและสามารถแข่งขันได้ (11.1%)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง