‘บางจาก’ หวนลงทุนต้นน้ำ ซื้อแหล่งน้ำมันดิบทะเลเหนือ

เป็นที่น่าจับตามองของผู้คนในวงการน้ำมัน เมื่อบริษัทบางจากได้กลับมาลงทุนในธุรกิจต้นน้ำด้วยการเข้าซื้อแหล่งผลิตปิโตรเลียมระดับการผลิต 20,000 บาร์เรล/วันในทะเลเหนือจาก Shell ด้วยมูลค่า 3,760 ล้านบาท เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของบริษัทน้ำมันขนาดกลางของประเทศไทยที่ก้าวเข้าไปถือหุ้นในแหล่งปิโตรเลียมระดับ world class asset “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

Q : ทำไมกลับมาลงทุนธุรกิจต้นน้ำอีก

ที่ลงทุนต้นน้ำในครั้งนี้ก็เพื่อรักษาความสมดุลในธุรกิจบางจาก จะเห็นว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับธุรกิจสีเขียว แต่ในปี 2561 ถ้าราคาน้ำมันดิบ 60-65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลก็จะไม่ลงทุนธุรกิจต้นน้ำเพราะหาซื้อน้ำมันได้ค่อนข้างถูกอยู่แล้ว แต่พอขึ้นมาอยู่ในระดับ 80 เหรียญ/บาร์เรล และไม่ใช่ขึ้นมาพรวดเดียวแต่ราคายืนอยู่ในระดับนี้ 3-4 เดือน ทุกคนมองแนวโน้มเป็นราคาขาขึ้น ก็ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงนี้ เราค่อยๆ ดูวงจรธุรกิจค่อนข้างยาวนานก่อนตัดสินใจ

Q : ซื้อแหล่งจาก Shell

ตัวแหล่ง Draugen กับ Gjoa Field เป็นแหล่งขนาดใหญ่มาก บริเวณทะเลเหนือ มีปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ใต้ดิน ประมาณ 1,400 ล้านบาร์เรล เทียบกับประเทศไทยบริโภคน้ำมันไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรล แต่แหล่งนี้ผลิตมาตั้งแต่ 1995 จนวันนี้ผลิตได้ประมาณ 20,000 บาร์เรล/วัน บางจากใช้วิธีซื้อแหล่งจาก A/S Norske Shell ผ่านทาง OKEA ซึ่งเราเข้าไปถือหุ้น 45% เงินลงทุน 3,760 ล้านบาท เหตุที่ Shell ขายออกเพราะ Shell ควบรวมกับ BG ต้องขายสินทรัพย์ประมาณ 30,000 ล้านเหรียญ เลยต้องขายแหล่งนี้ เพราะแม้นี่เป็นแหล่ง world class asset แต่เทียบกับบริษัท Shell ที่ลงทุนในระดับกำลังผลิต 100,000 บาร์เรลขึ้นไปถือว่าไม่มาก แต่การผลิตน้ำมันดิบระดับนี้สำหรับบางจากแล้วถือว่ามีขนาดใหญ่มาก เราจะเข้าไปพัฒนาตัวแหล่งและต่อยอดได้ถึงปี 2050

Q : งบฯลงทุนค่อนข้างสูงมาก

เมื่อมาพิจารณาดูธุรกิจพลังงานของบริษัทเราจะมีกำไรก่อนภาษี-ดอกเบี้ย-ค่าเสื่อมต่าง ๆ ประมาณปีละ 13,000-15,000 ล้านบาท เมื่อหักภาษี จ่ายดอกเบี้ย ส่วนหนึ่งก็มาจ่ายเงินปันผล ก็ยังมีเงินเหลือเพื่อมาลงทุนพัฒนาศักยภาพสินทรัพย์ปรับปรุงโรงกลั่น สถานีบริการ และบางส่วนก็นำไปลงทุนธุรกิจใหม่ของเรา ซึ่งต้องก้าวออกจาก comfort zone ออกไปลงทุนนอกบ้านบ้าง พัฒนาทักษะพื้นฐาน จะเห็นว่า 3-4 ปี ที่ผ่านมา บางจากจัดสรรเงินปีละ 50-100 ล้านเหรียญ หรือ 1,500-3,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจต่าง ๆ

Q : อันนี้เป็นต้นเหตุที่เราขายแหล่ง Nido

แหล่งปิโตรเลียม Nido Production (Galoc) ที่ในฟิลิปปินส์ เป็นขนาดเล็กมากเหลือเวลาผลิตอีกไม่กี่ปี ก็ธรรมดาการผลิตก็จะเริ่มมีปัญหาและมีความซับซ้อนค่อนข้างมาก บังเอิญว่ามีบริษัท (Tamarind Galoc) ที่ทำเรื่องของการขุดเจาะโดยเฉพาะ และเขาต้องการให้แหล่งน้ำมันเข้าไปอยู่ในสายงานของเขา จึงเข้ามารับซื้อแหล่งนี้ไป (ในราคา 660 ล้านบาท) เพราะอาจมองว่าพื้นที่ใกล้ ๆ แหล่ง Nido ยังขุดเจาะได้อีก ถ้าเขาขุดเจาะเจอน้ำมันดิบอีก เราก็ขอแบ่ง

Q : การลงทุนเดินหน้าธุรกิจอนาคต

แม้จะลงทุนต้นน้ำแต่ไม่ได้ทิ้งธุรกิจสีเขียว ล่าสุดเรามองการลงทุนใน startup สหรัฐ ที่ทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า จากโซลิดสเตท ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ หรือแม้กระทั่งอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากเกาหลีก็เป็นผู้ถือหุ้นสตาร์ตอัพรายนี้เหมือนกัน เขามีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดและแอดวานซ์ที่สุด ที่ค้นพบสตาร์ตอัพนี้ เพราะเรามีทีม “แมวมอง” ทุก ๆ 3 เดือนจะต้องไปอยู่ที่ซิลิคอนวัลเลย์สัก 1 เดือน เพื่อไปนั่งคุยเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เราลงทุนธุรกิจอนาคตไม่เยอะ ไม่ถึง 1% หรือ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ได้เทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดกับธุรกิจในอนาคตของบางจาก ธุรกิจแบตเตอรี่จากลิเทียม

Q : เชื่อมโยงกับเหมืองลิเทียม

เหมืองลิเทียมมี 2 แห่งที่อาร์เจนตินา กับเนวาดา สหรัฐ ก็เดินหน้าอยู่ ที่เนวาดาเป็นแหล่งที่มีแร่ลิเทียมใหญ่ที่สุดในสหรัฐ 60,000 ตัน ตอนนี้กำลังทำ EHIA คาดว่าจะเริ่มได้ 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำแบตเตอรี่ตัวใหม่ที่ได้จาก startup เป็นการลงทุนไม่มากแต่ซื้ออนาคต เพราะตอนแรกลงทุนเหมืองลิเทียมประมาณ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มไปอีก 32 ล้านเหรียญ วันนี้มูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 80-90 ล้านเหรียญ เป้าหมายต่อไปก็คือ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านเอชอาร์

Q : การลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า

บางจากลงทุนต่อเนื่องผ่านทาง BCPG ถึงจุดจุดหนึ่ง โรงไฟฟ้าโซลาร์เริ่ม “อิ่มตัว” แล้ว ช่วงนี้ต้องดูพลังงานอื่น ๆอย่างลม ถ้ามีโอกาสและศักยภาพก็จะลงทุนเพิ่มเติม โรงไฟฟ้าโซลาร์ในประเทศมีกำลังผลิต 150 เมกะวัตต์ (MW) ที่ญี่ปุ่นอีก 150 MW ตอนนี้สร้างไปแล้ว 50 MW ก็คงทยอยสร้างต่อ แล้วต่อไปเรามีโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ฟิลิปปินส์อีก 30 MW และโรงไฟฟ้าพลังงานใต้พิภพที่อินโดนีเซียอีก 200 MW จะเห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานลมสัดส่วนค่อนข้างน้อย บางจากเพิ่งเข้าไปซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานลม 30 MW และก็มี ชิโอโตโม ที่อินโดนีเซีย 200 MW แต่ยังมีศักยภาพที่พิจารณาลงทุนเพิ่มเติม 10 MW ที่นครศรีธรรมราช ส่วนพื้นที่เหมาะสมในการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมในไทยมีแค่ 2 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ กับนครศรีธรรมราช ที่มีช่องลม

Q : การตลาดค้าปลีก


ที่ผ่านมามีการสร้าง-ปรับปรุงสถานีบริการน้ำมัน มีการลงทุนใหม่ ๆ ใน nonoil ทั้งหมดนี้ส่งผลส่วนแบ่งการตลาดของบางจาก ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 16% เป็นครั้งแรก (ตัวเลขจากกรมธุรกิจพลังงาน) ค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาจาก 14% ส่วนเป้าหมายสถานีบริการน้ำมันบางจากปีนี้คิดว่าจะเปิดได้ประมาณ 80 แห่ง ทั้งปี 2561 จะอยู่ที่ 1,150-1,160 แห่ง ส่วนใหญ่จะเป็นดีลเลอร์มากขึ้น เพื่อกระจายรายได้ SMEs ส่วนร้านสะดวกซื้อ SPAR ถึงสิ้นปีน่าจะมีประมาณ 40-50 แห่ง จากปีก่อน 20 แห่ง ส่วนร้านกาแฟอินทนิลตอนนี้ มี “อินทนิลการ์เด้น” ที่ใหญ่ขึ้น ตั้งเป้าไว้ปีนี้จะเพิ่มอีก 100-200 แห่ง ให้เป็น 500 แห่ง นอกจากนี้บางจากยังมีการขายแฟรนไชส์กาแฟอินทนิลไปยัง สปป.ลาว-กัมพูชาด้วย ส่วนร้านสะดวกซื้อ Big C ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก 160 กว่าแห่ง กำลังคุยหาแนวทางร่วมกันระหวางกับบิ๊กซี กับ SPAR