พาณิชย์รับลูกนบข. ล้วงโครงสร้างราคา แก้เกมดัมพ์ตลาด

“พาณิชย์” รับลูก นบข. ถกสมาคมผู้ส่งออกไทยเปิดโครงสร้างราคาส่งออกแก้เกมเอกชนแห่ตัดราคาขายกันเอง ทุบราคาข้าวเปลือก พร้อมเอาใจรากหญ้าเตรียมแจกพันธุ์ข้าวฟรี 10,000 ตัน ไทยคว้าประมูลข้าวขาวปินส์อีก 80,000 ตัน ราคาเกือบ 400 เหรียญสหรัฐ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา National Food Authority (NFA) หน่วยงานจัดซื้อข้าวของฟิลิปปินส์ เปิดเผยผลการประมูลนำเข้าข้าวขาว 25% ในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ว่าอนุมัติซื้อข้าวทั้งหมดปริมาณ 373,000 ตัน โดยเป็นข้าวจากไทย ปริมาณ 80,000 ตัน ราคาตันละ 384.70 เหรียญสหรัฐ โดยมีกำหนดส่งมอบภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2561 ปริมาณ 10,000 ตัน และส่งมอบภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ปริมาณ 70,000 ตัน

ส่วนเวียดนามชนะประมูลปริมาณ 170,000 ตัน ราคาตันละ 390 เหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นส่งมอบภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2561 ปริมาณ 50,000 ตัน และส่งมอบภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ปริมาณ 120,000 ตัน และอีกส่วนเป็นของเวียดนาม (จับคู่ที่มีข้อเสนอตรงกัน) อีก 123,000 ตัน ราคาตันละ 389 เหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นส่งมอบภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2561 ปริมาณ 40,000 ตัน และส่งมอบในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 อีก 83,000 ตัน

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมได้เข้าประชุมหารือกับกรมการค้าภายในเพื่อประเมินโครงสร้างราคาข้าว จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีจำนวนผู้ส่งออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ส่งออกขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีจำนวนมากขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกมีการตั้งราคาขายในตลาดต่างประเทศตัดราคากันเอง ทำให้ราคาส่งออกปรับตัวลดลง ซึ่งภาครัฐเกรงว่าจะส่งผลกระทบสะท้อนกลับมายังราคาข้าวเปลือก ทางกรมและสมาคมจึงร่วมกันประเมินต้นทุนการผลิตและส่งออกข้าวเบื้องต้นว่าควรจะเป็นเท่าไร และกำไรสุทธิ (net profit margin) ควรเป็นเท่าไร

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า ในส่วนของข้าวขาว 5% ทางผู้ส่งออกคำนวณราคาส่งออก เอฟ.โอ.บี.ตันละ 405 เหรียญสหรัฐ คิดทอนเป็นราคารับซื้อข้าวสารตันละ 11,800 บาท บวกกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ ค่าแรง ค่าตรวจสอบ ค่าการตลาด เป็นต้น รวมตันละ 1,190 บาท ทำให้มีต้นทุน 13,790 บาท และคิดเป็นราคาส่งออกโดยอิงอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับว่าจะมีต้นทุน 403 เหรียญสหรัฐ กำไรตันละ 2 เหรียญสหรัฐ

“หากผู้ส่งออกซื้อข้าวสารที่ตันละ 11,800 บาท เท่ากับโรงสีจะต้องซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ตันละ 7,000-8,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบราคาที่คำนวณ 405 เหรียญสหรัฐ ถือว่าสูงกว่าราคาขายส่งออกในปัจจุบันที่ขายกันเพียงตันละ 380 เหรียญสหรัฐ คิดทอนมาเป็นข้าวสารราคาเพียง 11,300-11,500 บาท ซึ่งการคำนวณราคานี้เรายังไม่รู้ว่าไอเดียจะทำอย่างไรต่อ เพราะทางกรมต้องเสนอในการประชุม นบข.ต่อไป”

ส่วนการประชุม นบข.ในรอบที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนนั้นมีประเด็นที่ก่อนหน้านี้มีเกษตรกรร้องเรียนผ่านเฟซบุ๊ก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่าขายข้าวเปลือกได้ราคาต่ำแค่ตันละ 3,000-4,000 บาท ซึ่งทางเอกชนชี้แจงว่า กรณีนี้โรงสีเข้าไปช่วยรับซื้อข้าวเปลือกในราคาดังกล่าว เพราะเป็นข้าวเปลือกที่จมน้ำ ทำให้มีความชื้นสูง ราคาถูก เทียบกับราคาข้าวแห้งที่ขายในท้องตลาดไม่ได้ และไม่ใช่มีสาเหตุมาจากการตัดราคารับซื้อข้าวตามที่เกษตรกรเข้าใจ


พร้อมกันนี้ที่ประชุมมีมติให้กรมการข้าวเร่งจัดหาพันธุ์ข้าวเปลือกสำหรับแจกจ่ายให้เกษตรกรสำหรับปลูกในฤดูกาลปี 2562/2563 เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะภัยแล้งในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า โดยมีงบประมาณดำเนินการ 200 ล้านบาท ปริมาณเป้าหมาย 10,000 ตัน แจกให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 50 กิโลกรัม เฉลี่ยไร่ละ 5 กิโลกรัม

นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลโครงสร้างราคาซื้อ-ขายข้าวทั้งระบบตลอดซัพพลายเชนตั้งแต่โรงสีที่รับซื้อข้าวเปลือกส่งต่อให้กับผู้ส่งออกข้าวเพื่อนำมาวิเคราะห์โครงสร้างการซื้อขายทั้งหมด ก่อนที่จะสรุปรายงานนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรายงานที่ประชุม นบข.ต่อไป

“เบื้องต้นข้อมูลที่ได้ยังไม่ได้นำมากำหนดเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการตั้งราคาซื้อ-ขาย หรือราคาแนะนำ เพราะราคาซื้อขยสินค้าเกษตรคาดการณ์ได้ยาก”

พร้อมกันนี้ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ติดตามการจ่ายเงินค่าเก็บเกี่ยวให้กับเกษตรกรไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 12 ไร่ต่อครอบครัว เนื่องจากการตรวจสอบแต่ละพื้นที่พบว่าในบางจังหวัดเกิดปัญหาภัยแล้งมีผลทำให้ผลผลิตน้อย จึงต้องติดตามเร่งรัดธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้เร่งจ่ายเงินให้เกษตรกรได้มีรายได้ระหว่างนั้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ