ธุรกิจ “ราชประสงค์” อ่วมม็อบ ต่างชาติกุมขมับชะลอลงทุน

การชุมนุมที่ราชประสงค์
REUTERS/Jorge Silva

“บิ๊กตู่”เข้ม สกัดม็อบ แจงจำเป็นใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ภาคธุรกิจร้องได้รับความเดือดร้อน นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ ลุ้นม็อบชุมนุมจบเร็วไม่ยื้อ หวั่นการค้าขายที่เริ่มกระเตื้องกลับมาสะดุด “ห้าง-ร้านค้า-โรงแรม-อีเวนต์” ถูกกระทบยกแผง หวั่นมือที่สามป่วน ด้านนักลงทุนต่างชาติเกาะติดสถานการณ์

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงขึ้นตามลำดับ หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) วันที่ 15 ต.ค. 2563 แม้การชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร 2563 ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรง แต่การประกาศจะมีการรวมตัวกันชุมนุมเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ทั้งที่ระดับแกนนำส่วนใหญ่ถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดี ทำให้ภาคธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ย่านใจกลางเมืองบริเวณราชประสงค์ ซึ่งถูกใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมพากันจับตาและเกาะติดข่าวคราวอย่างใกล้ชิด เพราะหวั่นสถานการณ์จะบานปลายเกิดเหตุไม่คาดฝัน ซ้ำรอยความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อหลายปีก่อน

REUTERS/Soe Zeya Tun

บิ๊กตู่ ชี้จำเป็น งัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันที่ 16 ต.ค. 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ และ ครม.มีมติเห็นชอบการประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลา 1 เดือน หรือ 30 วัน ตั้งแต่ 15 ต.ค. 2563 เวลา 04.00 น. ถึงวันที่ 15 พ.ย. 2563 ว่า รัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากสถานการณ์มีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สาระสำคัญ อาทิ การห้าม ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจค้น จับกุมผู้ต้องสงสัย ซึ่งที่ผ่านมาใช้กฎหมายปกติ พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะไปแล้ว รัฐบาลมุ่งหวังให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การแพทย์ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย

คุมม็อบ-หวั่นธุรกิจเดือดร้อน

“เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ได้พูดคุยกับฝ่ายเศรษฐกิจทั้งหมดว่าจะทำอย่างไร ทั้งเศรษฐกิจในประเทศ ต่างประเทศ ทั้งทวิภาคี พหุภาคี เรากำลังเดินหน้าทุกอย่างในการใช้งบประมาณต่าง ๆ งบฯฟื้นฟู งบฯปกติ งบประมาณรายจ่ายปี’63 และปี’64 ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างแนวชายแดน และสถานการณ์ที่ผ่านมาก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก. และมุ่งหวังว่าจะใช้ให้สั้นที่สุด หากสถานการณ์คลี่คลายได้โดยเร็ว ไม่ได้มุ่งหวังทำร้ายใคร ที่ผ่านมาใครถูกทำร้ายบ้าง เจ้าหน้าที่ถูกทำร้ายทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ไม่ปกติ กฎหมายนี้ (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) มีอำนาจทุกอย่าง ห้ามเข้า ห้ามออก ตรวจค้น รื้อค้น ขอเตือนอย่าทำผิดกฎหมาย

“โดยเฉพาะเศรษฐกิจในเวลานี้ นักธุรกิจเขาร้องเรียนมาที่ผมจำนวนมากเมื่อวานนี้ ผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาล นายกฯก็ปล่อยไว้ไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ต้องนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศบ้าง เวลาที่จะเอาไปทำอย่างอื่น ช่วยเหลือประชาชน ดูแลความสงบเรียบร้อย รักษาทรัพย์สินของประชาชน ต้องเอากำลังทั้งหมดมาดูแลเรื่องที่กระทำผิดกฎหมาย ทำให้ทุกอย่างเสียไปทั้งหมด การทำงานก็ทำด้วยความยากลำบาก”

“อาคม” เชื่อสร้างความมั่นใจ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กทม. และได้หารือถึงหลักการในการบังคับใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าว ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลต้องการสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจ เพราะภาคธุรกิจต้องการความชัดเจน จึงต้องทำให้เกิดความถูกต้องในการดูแลการชุมนุม

“ครม.มีมติเห็นชอบ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพูดคุยถึงผลกระทบในพื้นที่ รัฐบาลเองต้องการให้ความมั่นใจภาคธุรกิจ เพราะธุรกิจเรียกร้องมา เหมือนอดีตมีเหตุการณ์แบบนี้ เพราะฉะนั้น ต้องให้ความสำคัญ ความมั่นใจ ในการปฏิบัติตามกฎหมาย จริง ๆ ทุกวันนี้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องการชุมนุมสาธารณะ จึงต้องมีขึ้นมาอีกเพื่อดูแล ซึ่งรัฐบาลต้องทำให้ดีที่สุด”

กระทบ “ห้าง-ร้านอาหาร-อีเวนต์”

ด้านความเคลื่อนไหวของภาคธุรกิจ นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้น สมาคมกังวล 2 เรื่องหลัก ๆ คือ เรื่องความปลอดภัยกับแรงงานที่อยู่ในย่านที่บอบช้ำกับโควิด เพราะเป็นโลเกชั่นที่พึ่งนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ และที่ผ่านมาช่วงโควิดในแง่ของธุรกิจที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรม ต้องปลดพนักงานไป 20% แล้ว การที่เขาพยายามจะเลี้ยงธุรกิจเพื่อให้ยืนได้ เมื่อเจอการชุมนุมประท้วงในย่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก ร้านอาหาร ศูนย์การค้า กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะมาประชุมกระทบโดยตรง อีกเรื่องคือ ภาพที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย อะไรที่ไม่เป็นข้อเท็จจริง พยายามป้ายสี ต้องระมัดระวัง

“นอกจากนี้ เราถูกกล่าวหาว่า ที่เราปิดตึกเพราะให้การสนับสนุนฝั่งรัฐ ซึ่งไม่เป็นจริง เมื่อวาน (15 ต.ค.) มีการชุมนุมที่ราชประสงค์ก็งง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น การชุมนุมเป็นอย่างไรก็ไม่ชัดเจน คู่ค้า ผู้เช่า เลยบอกเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน ขอปิดร้าน หรือส่วนที่เป็นออฟฟิศก็ทยอยให้พนักงานกลับบ้าน เราเป็นเอกชรัฐบาลไม่ได้มารับผิดชอบในข้อเสียหายที่เกิดขึ้น จึงต้องปิดตึก ปิดเร็ว 6 โมงเย็น ทั้งที่อยากเปิด อยากเปิดจะตาย ขอให้ทางเข้า-ออกได้ไหม ให้รถเข้า รถออก ชุมนุมจุดที่ไม่ใช่ถนนได้ไหม ถ้าทำอย่างนั้นได้ เราก็จะเปิด”

หวั่นมือที่ 3 แทรก

เมื่อวานได้มีโอกาสสัมผัสน้อง ๆ ที่มาชุมนุม เห็นว่าเขาเป็นกลุ่มที่บริสุทธิ์ จึงค่อนข้างเป็นห่วง จะดูแลอย่างไร แต่สิ่งที่ข้างนอกเริ่มมองจะนำไปเปรียบเทียบกับการชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกง ที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวฟื้นฟูยากขึ้น หรือในแง่ภายในประเทศเอง ภาพพวกนี้เป็นการแสดงความแตกแยก การเห็นต่างกันไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือต้องเข้าใจกัน และต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร และต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวมด้วย

“สิ่งที่ผมไม่อยากเห็นคือ การใช้ความรุนแรง เราผ่านมาแล้วหลายม็อบ ที่น่ากลัวคือ การมีมือที่ 3 จริง ๆ แล้วคนที่มาชุมนุม 90% เป็นคนที่ไม่ตั้งใจให้รุนแรง แค่ 5-10% อยากให้เกิดความรุนแรง จึงเป็นห่วงน้อง ๆ และห่วงเรื่องความปลอดภัยคนทำงานในย่านนี้ เพราะเรามีโควิดด้วย ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ”

ไม่ปิดถนน-ไม่มีปัญหา

ต่อคำถามที่ว่า ที่ผ่านมาย่านราชประสงค์ ช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมาก การมีม็อบจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายชายตอบว่า ต้องถามว่าปิดถนนหรือไม่ ถ้าไม่ปิดถนน ไม่มีปัญหา เราชี้แจงได้ว่าการจะเข้ามาในห้างไม่เป็นอันตราย เรามั่นใจในความปลอดภัยในห้าง จริง ๆ อยากขอคุยกับคนที่จัดม็อบ การจัดการด้านความปลอดภัย และที่ม็อบจัดบางอย่างยังไม่ปลอดภัย ทั้งโควิด ห้องน้ำ อาหาร เป็นต้น

“สิ่งที่กลัวคือ เรื่องมือที่ 3 ผมเป็นห่วงน้อง ถ้าไม่จัดการจะโดนมือที่ 3 เข้ามาแทรกแซง และจะมีพวกอันธพาลเข้ามา ประเด็นเหล่านี้ต้องระวังเพื่อความปลอดภัย เราไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เคารพสิทธิของทุกคน และทุกคนก็ต้องเคารพสิทธิคนอื่น มีความรับผิดชอบ” นายชายย้ำ

เอสโซ่ห่วงการเมือง

นายอดิศักดิ์ แจ้งกมลกุลชัย ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) (ESSO) กล่าวว่า ปัจจัยเรื่องการเมืองมีผลต่อการลงทุนแน่นอน สถานการณ์ขณะนี้ทำให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด เพียงแต่หวังว่าไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น

“การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินรุนแรงในพื้นที่กรุงเทพฯเป็นสิ่งที่เรารับได้ ส่วนมาตรการเฝ้าระวังในภาวะฉุกเฉินของสถานีบริการน้ำมันต่าง ๆ จะมีมาตรการที่เหมาะสมเป็นจุด ๆ ไป เช่น ที่ผ่านมาปั๊มบางแห่งอยู่ใกล้บริเวณที่นักศึกษาประท้วง มีมาอยู่หน้าปั๊มขอใช้ห้องน้ำ ซึ่งเราขายของไม่ได้ ก็ให้พนักงานหยุดขายเพื่อความปลอดภัย”

ตจว.หนุน 2 ฝ่ายพูดคุยหาข้อยุติ

ส่วนมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมืองของธุรกิจต่างจังหวัด นายวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ กรรมการผู้จัดการ
บจ.ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จ.กาญจนบุรี เจ้าของ “ศรีฟ้าเบเกอรี่” กล่าวว่า อยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายพูดคุยหาข้อตกลงร่วมกัน และจบในวิถีทางรัฐสภา เพราะจริง ๆ แล้ว ประเทศไทยมีศักยภาพที่ดีติดอันดับต้น ๆ ของโลก จึงไม่อยากให้เกิดความรุนแรงขึ้น ไทยพร้อมจะเดินไปข้างหน้าได้ ตอนนี้นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวต่างชาติอยากมาประเทศไทย ยอมเข้าเงื่อนไขการกักตัวทุกอย่าง เพราะการแพทย์ดี อาหารอร่อย ธรรมชาติสวยงาม การท่องเที่ยวถือเป็นธุรกิจที่่ต่างชาติพร้อมมาจ่ายเงินในทุกมิติ นี่คือเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทย ต่างชาติมากิน มาใช้จ่ายได้ทุกมิติ ติดอันดับต้น ๆ ของโลกก็ว่าได้ จึงไม่อยากให้เกิดความรุนแรงขึ้น

ฮอนด้าเลื่อนเปิดตัวมอเตอร์ไซค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด บจ.เอ.พี. ฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ตัดสินใจเลื่อนงานแถลงข่าวเปิดตัวรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นใหม่ จากกำหนดการเดิมจะมีขึ้นวันเสาร์ที่ 17 ต.ค.นี้ ณ ลานอเนกประสงค์ บริเวณหน้าร้านสีฟ้า สยามสแควร์ แต่เนื่องด้วยสถานที่ดังกล่าวปัจจุบันไม่สะดวกต่อการเดินทาง จึงเลื่่อนเป็นวันพุธที่ 21 ต.ค. ที่เซ็นเตอร์พ้อยต์ สตูดิโอ ไทยแลนด์ สุขุมวิท 105 (ซ.ลาซาล) แทน

“เนื่องจากสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถประเมินได้ในปัจจุบัน ประกอบกับสถานที่จัดงานเดิมนั้นตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่การชุมนุม ทำให้ทีมผู้บริหารตัดสินใจเลื่อนวันและสถานที่จัดงานออกไป” แหล่งข่าวกล่าว

SCG กางแผนรับทุกสถานการณ์

นางสุพรศรี นาคธนสุกาญจน์ กรรมการผู้จัดการ บจ.เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ จำกัด ประเมินว่า การประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินร้ายแรงฉบับล่าสุดไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจวัสดุและของตกแต่งบ้านมากนัก เมื่อเทียบกับโควิดที่ทำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต้องปรับตัวรับ new normal ตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงปัจจุบัน

“ธุรกิจเรายังไม่ได้รับผลกระทบ ยังทำมาหากินกันอยู่ นัดลูกค้ากว่า 100 ราย เพื่อทำเวิร์กช็อปต่าง ๆ ยังไม่ได้ยกเลิก รวมทั้งโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่บุ๊กกิ้งไว้แล้วยังทำตามปกติ”

ในส่วนการเตรียมแผนรองรับปัจจัยกระทบทางเศรษฐกิจ SCG มีแผนตั้งรับทุกสถานการณ์ที่ประเมินว่าเป็นเหตุการณ์พิเศษ เช่น โควิด รวมทั้งสถานการณ์การเมือง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ