แบงก์เมินปล่อยกู้กองทุนน้ำมันฯเคว้ง ขยายเวลาต่อถึง 31 มี.ค. 65

กองทุนน้ำมัน

สกนช.ขยายเวลาเปิดทางทุกแบงก์ยื่นปล่อยกู้กองทุนน้ำมันฯอุ้มวิกฤตพลังงาน ถึง 31 มี.ค. หลังรัฐบาลตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2565 และตรึงราคา LPG ให้ไม่ขึ้นสูงเกินไป แจงฐานะกองทุนติดลบกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท แต่ยังมีสภาพคล่อง

วันที่ 23 มีนาคม 2565 นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า สกนช.ขยายเวลาเปิดให้สถาบันการเงินเสนอเงื่อนไขประมูลปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2 หมื่นล้านบาท ไปจนถึงวันที่ 21 มี.ค.นี้ จากเดิมที่เคยเปิดให้เสนอเมื่อวันที่ 31 ม.ค.

ซึ่งยังไม่มีผู้ให้กู้โดยมั่นใจว่าจะมีสถาบันการเงินมาเสนอหลังจากที่รัฐบาลตรึงราคาขายปลีกดีเซลและราคา LPG ไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งจะเป็นไปตามเป้าหมายว่าจะได้สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในเดือนเมษายน 2565 เเน่นอน

โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 20 มีนาคม 2565 ติดลบ 32,831 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมัน ติดลบ 4,028 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 28,803 ล้านบาท จำนวนเงินฝากที่กระทรวงการคลังและสถาบันการเงินมีจำนวน 16,500 ล้านบาท สภาพคล่อง ณ วันที่ 22 มีนาคม 2565 กลุ่มน้ำมันมีรายจ่ายวันละ 546.12 ล้านบาท กลุ่มก๊าซ LPG มีรายจ่ายวันละ 87.18 ล้านบาท

ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีบทบาทหลักในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านราคาพลังงาน โดยยังมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะเข้าไปชดเชยเพื่อให้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับราคาไม่เกิน 30 บาท/ลิตร และล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้ออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในหลายด้าน

โดยจะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปช่วยลดผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซ LPG ให้ไม่ขึ้นสูงเกินไป โดยพิจารณาตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกเดือนมีนาคม 2565 ยังคงมีความผันผวนเนื่องจากความขัดแย้งของรัสเชีย – ยูเครน ที่ราคาน้ำมันดูไบอยู่ที่ 111.15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาเบนซินอยู่ที่ 133.22 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาดีเซลอยู่ที่ 139.51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อพิจารณาปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลตั้งแต่วันที่ 1 – 22 มีนาคม 2565 จำนวน 13 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะมีการปรับเพิ่มลดตามราคาน้ำมันที่ขึ้นลงเพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 30 บาท/ลิตร และค่าการตลาดอยู่ที่ประมาณ 1.40 บาท/ลิตร

ล่าสุดวันที่ 22 มีนาคม 2565 อัตราชดเชยน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 7.97 บาท/ลิตร ประกอบกับ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 ได้มีมติเห็นชอบให้ทยอยปรับขึ้นราคา LPG 3 ครั้ง โดยปรับขึ้นเดือนละ 1 บาท/กิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ทำให้ราคาขายปลีกจะปรับขึ้นเป็น 333 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม 1 พฤษภาคม 2565 ราคาขายปลีกจะปรับขึ้นเป็น 348 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม และราคาขายปลีกจะปรับขึ้นเป็น 363 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม

จากปัจจุบันตรึงราคาก๊าซ LPG ไว้ที่ 318 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม ซึ่งในการปรับขึ้นราคาขายปลีก LPG ครั้งนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีรายจ่ายเพื่ออุดหนุนราคาขายปลีกโดยในเดือนเมษายน 2565 มีรายจ่ายประมาณ 2,418 ล้านบาท/เดือน เดือนพฤษภาคม 2565 มีรายจ่ายประมาณ 2,133 ล้านบาท/เดือน และเดือนมิถุนายน 2565 มีรายจ่ายประมาณเดือนละ 1,849 ล้านบาท/เดือน

ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาแอลพีจีตลาดโลกสูงกว่า 800 เหรียญต่อตัน หากไม่มีการอุดหนุนราคาแอลพีจีจริงจะต้องอยู่ที่ 39 บาทต่อ กก.หรือ 615 บาทต่อถัง 15 กก.

อย่างไรก็ดี หากจะกู้เพิ่มเติมจากกรอบวงเงินที่รัฐวางไว้ให้อีก 1 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภาพรวมทั้งราคาตลาดโลกและนโยบายภาครัฐ เช่น กรณีดีเซลหากอุดหนุนครึ่งต่อครึ่งและหากเกิน 30 บาทตามเกณฑ์ราคาในปัจจุบัน ดีเซลอาจจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 34บาท/ลิตร ไปแล้ว

หลังจากนี้จึงต้องดูสถานการณ์ ซึ่งการขยับกรอบราคา LPG และดีเซลดังกล่าวจะทำให้ฐานะกองทุนน้ำมันฯดีขึ้นและหากราคาน้ำมันโลกลดลงจะสามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อชำระหนี้ได้เร็วขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ หากไม่เป็นไปตามแผนภาครัฐก็สามารถนำเงินอื่น ๆ มาสนับสนุนกองทุนได้ตามมาตรา 6 (2) ส่วนที่ผ่านมากองทุนผ่านคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) แล้วสามารถลดภาระได้ส่วนหนึ่ง และเพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 เห็นชอบร่างแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2563 – 2567 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงานในเรื่องหลักเกณฑ์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

โดยต้องมีจำนวนเงินเพียงพอเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 พร้อมทั้งมีการปรับกลยุทธ์การถอนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Exit Strategy)

โดยเมื่อฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใกล้ติดลบหากระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังอยู่ในระดับวิกฤตจนส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ ให้เริ่มดำเนินกลยุทธ์ถอนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยปรับลดการช่วยเหลือลง


“วันพรุ่งนี้ 24 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาลเวลา 13.30 น. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมแถลงรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือประชาชน” นายวิศักดิ์กล่าว