Skip to content

สหกรณ์กลาง คืนหัวใจแห่งความเป็นธรรมให้ครูไทย ยกระดับคุณภาพชีวิต-การศึกษา

21 ต.ค. 2568 | 10:45น.
สหกรณ์กลาง คืนหัวใจแห่งความเป็นธรรมให้ครูไทย ยกระดับคุณภาพชีวิต-การศึกษา

“สหกรณ์กลาง คืนหัวใจแห่งความเป็นธรรมให้ครูไทย” “สหกรณ์ที่แท้ต้องไม่ใช่แหล่งเงินกู้ แต่เป็นแหล่งของความเมตตาและความ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” คำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้จบการศึกษาด้านการเงิน

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. แอคเคาท์ Tiktok แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบาย ‘สหกรณ์กลาง’ ของ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแก้ปัญหาหนี้ของครูไทยว่า

1. ดอกเบี้ย 7% กับคำถามทางศีลธรรมของระบบสหกรณ์ หัวใจของสหกรณ์ คือ “การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” (Mutual Aid Principle) ไม่ใช่ “การแสวงหากำไรจากเพื่อนสมาชิกที่เดือดร้อน”

แต่ในวันนี้ หลายสหกรณ์กลับกำหนด อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 6-7%ต่อปีทั้งที่ สมาชิกคือครู ผู้ทำหน้าที่หล่อหลอมเยาวชนของชาติ ดอกเบี้ยเช่นนี้ไม่เพียงขัด หลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 แต่ยังขัดต่อเจตนารมณ์ของ “พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542″ ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า สหกรณ์ตั้งขึ้นเพื่อ“พึ่งตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” (Self-Help and Mutual Aid)

ดังนั้น สหกรณ์ที่มุ่งหากำไรจากสมาชิกด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง ย่อมเบี่ยงเบนจากอุดมการณ์ดั้งเดิมของระบบสหกรณ์ไทย

2. รัฐมนตรีที่เข้าใจทั้งการเงินและหัวใจของครู เมื่อ รมว.ศธ. กล่าวว่า “ท่านจบมาทางด้านการเงิน”จึงทำให้คำพูดของท่านมี ความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าคำแถลงนโยบายทั่วไป เพราะท่านไม่ได้มองเพียง ตัวเลขดอกเบี้ย แต่เห็นถึง “โครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางโอกาสทางการ เงิน”ระหว่างครูในสังกัดทั่วประเทศ ที่บางจังหวัดกู้ได้ในอัตรา 5% แต่บาง แห่งต้องจ่ายถึง 7% ทั้งที่ฐานะสมาชิกเหมือนกันทุกประการ นั่นไม่ใช่ระบบสหกรณ์ แต่คือ “ระบบธุรกิจที่ใช้ชื่อสหกรณ์บังหน้า”

3. สหกรณ์กลาง จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปความเป็นธรรมทางการเงิน แนวนโยบายของ รมว.ศธ. ที่เสนอให้จัดตั้ง “สหกรณ์กลางครูแห่งชาติ” จึงไม่ใช่การเพิ่มองค์กร แต่เป็น “การคืนหลักสหกรณ์ให้กลับมามีชีวิตอีก ครั้ง” สหกรณ์กลางจะทำหน้าที่เป็น

3.1 กลไกกลางกำหนดเพดานดอกเบี้ยและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
3.2 ศูนย์รวมข้อมูลทางการเงินเพื่อป้องกันการเอาเปรียบสมาชิก
3.3 องค์กรกำกับธรรมาภิบาลของสหกรณ์ครูทุกจังหวัด

นี่คือ “การเงินเพื่อครู” ไม่ใช่ “การเงินเหนือครู”

4. คำถามของผู้ร่างกฎหมายเก่า “จะใช้กฎหมายใดตั้งสหกรณ์กลาง?” ไม่น่าเชื่อว่า บุคคลที่อ้างตนว่าเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิผู้ยกร่างพระราชบัญญัติ สหกรณ์ พ.ศ. 2542” กลับตั้งคำถามในเชิงท้าทายว่า “สกสค.จะใช้กฎหมายใดมาตั้งสหกรณ์กลาง?” คำถามนี้มิใช่คำถามเชิงวิชาการ แต่คือ คำถามที่ขาดจิตสำนึกแห่งการพัฒนา

เพราะพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ เอง เปิดช่องไว้ชัดใน มาตรา 5 และมาตรา 6 ที่กำหนดให้ “บุคคลจะจัดตั้งสหกรณ์เพื่อดำเนินการร่วมกันตามประเภท กิจการที่กฎหมายกำหนดได้” โดยการจัดตั้งสหกรณ์กลางในลักษณะ “สหกรณ์ระดับชาติ” สามารถทำได้ภายใต้เจตนารมณ์แห่งกฎหมายเดิม เพียงต้องเสนอผ่าน กระบวนการจดทะเบียนตามระเบียบของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดังนั้น คำถามที่ว่าทำไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ จึงสะท้อนความไม่ เข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ตนเองอ้างว่าเป็นผู้ร่าง

แท้จริงแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “กฎหมาย” แต่อยู่ที่ “ใจของผู้ตีความ กฎหมาย” หากหัวใจมุ่งสร้างสรรค์ กฎหมายย่อมหาทางเปิด แต่ถ้าหัวใจมุ่ง ปิดกั้น กฎหมายก็ถูกใช้เป็นกำแพง

5. สหกรณ์ที่มีหัวใจ ย่อมสร้างครูที่มีศักดิ์ศรี ครูไม่ต้องการการอุปถัมภ์ แต่ต้องการระบบที่ให้ความเป็นธรรม สหกรณ์ที่แท้ไม่ควรทำหน้าที่เหมือนนายทุน แต่ควรเป็น “ร่มแห่งความมั่นคง” ให้ครูได้พึ่งพาในยามยาก “ถ้าสหกรณ์คือหัวใจเศรษฐกิจของครู สหกรณ์กลางต้องเป็นลมหายใจแห่งความยุติธรรม”

6. บทสรุป นโยบาย “สหกรณ์กลาง” ของ รมว.ศธ. คือการฟื้นฟูหลักสหกรณ์ตาม อุดมการณ์ดั้งเดิมให้กลับมาสอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน เป็นการคืนความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และเป็นการส่งสัญญาณว่า “การเงินของครู” จะต้องอยู่ บนหลักคุณธรรม ไม่ใช่ผลประโยชน์

“การปฏิรูปสหกรณ์ ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนกฎหมาย แต่อยู่ที่การเปลี่ยน หัวใจของคนในระบบ ให้กลับมาช่วยเหลือกันอีกครั้ง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นฤมล ภิญโญสินวัฒน์