เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ยศชนันสั่งรับมือเอลนีโญ 43 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วม-แล้งพร้อมกัน

06 พ.ค. 2569 | 16:29น.

ไทยเสี่ยงเผชิญวิกฤตน้ำสองด้านในปี’69 หลัง สสน.ประเมินพบ 43 จังหวัดมีความเสี่ยงทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งในพื้นที่เดียวกัน ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. สั่งเร่งเชื่อมข้อมูลน้ำถึงท้องถิ่น-เกษตรกร รับมือความแปรปรวนจากเอลนีโญตลอด 6 เดือนข้างหน้า

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สสน. และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. ให้การต้อนรับ เพื่อหารือแนวทางรับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศจากสภาวะเอลนีโญ

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ คณะผู้บริหาร สสน. รายงานการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในช่วง  6 เดือนข้างหน้า (พ.ค.–ต.ค. 69) และนำชมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีสำรวจภูมิประเทศ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เทคโนโลยีโทรมาตรอัตโนมัติ สำหรับตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศและระดับน้ำ ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อรองรับคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ  

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม thaiwater.net ซึ่งพัฒนาโดย สสน. พบว่า ข้อมูลคาดการณ์ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า (พ.ค.–ต.ค. 69) สถานการณ์น้ำมีความท้าทายอย่างมาก 

โดยมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 64 จังหวัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เสี่ยงภัยแล้ง 58 จังหวัด โดยเฉพาะช่วงต้นและปลายฤดูฝน ที่น่ากังวลสูงสุดคือ มีถึง 43 จังหวัด ที่ต้องเผชิญความเสี่ยง “ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง” ในพื้นที่เดียวจากความแปรปรวนของสภาพอากาศสุดขั้วในปีนีี 

สถานการณ์ปีนี้จึงต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจาก “เอลนีโญ” ไม่ได้หมายถึงฝนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เกิดฝนตกหนักแบบกระจุกตัวในบางพื้นที่ ขณะที่อีกหลายพื้นที่กลับเผชิญฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญ “2 วิกฤตพร้อมกัน” คือ น้ำท่วมและภัยแล้งในช่วงเวลาเดียวกัน

ภารกิจหลักในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้จึงมี 3 ประเด็นสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมของ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” ที่มีฐานข้อมูลรองรับครบถ้วนแล้วทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ, การวิเคราะห์สถานการณ์สถานการณ์เอลนีโญหรือซูเปอร์เอลนีโญที่หลายฝ่ายกังวล และการขยายผล “ศูนย์บริหารจัดการสารสนเทศน้ำระดับจังหวัด” เพื่อให้ข้อมูลส่งถึงมือประชาชนในพื้นที่ได้จริง

สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการในวันนี้ คือ การสื่อสารหรือการกระจายข้อมูลจากส่วนกลางลงสู่ระดับพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานระดับปฏิบัติการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเกษตรกร สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์และนำไปบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผน ลดรายจ่าย และเตรียมรับมือภัยพิบัติได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ 

ปัจจุบันได้ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง 12 แห่ง และ 12 พื้นที่นวัตกรรม เพื่อสร้างทั้ง ‘คน’ และ ‘ระบบ’ ในการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในการขับเคลื่อนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ตั้งแต่การมองภาพจาก ‘ชั้นบรรยากาศสู่ขุนเขา และลงสู่ชุมชน’ เพื่อให้การแก้ปัญหาเรื่อง ดิน น้ำ ป่า เป็นเนื้อเดียวกันและยั่งยืน

พร้อมบูรณาการข้ามหน่วยงาน โดยประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อวางแผนการขุดลอกแหล่งน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติล่วงหน้า เพื่อความแม่นยำในการตัดสินใจและลดความสูญเสียของพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกัน ยังเตรียมหารือกับภาคเอกชน เพื่อวางแผนรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งในมิติของการขาดแคลนน้ำและอุทกภัย

“ในวิกฤตความแปรปรวนนี้ แม้ปริมาณฝนเฉลี่ยอาจจะน้อยกว่าปกติ แต่ไม่ได้แปลว่าจะแล้งจัดจนไม่มีน้ำ นี่คือโอกาสสำคัญที่เราต้องเร่งสื่อสารให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เตรียมเก็บน้ำในช่วงที่มีฝน ให้ได้มากที่สุด จึงขอเชิญชวนประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นติดตามสถานการณ์น้ำ คาดการณ์ฝน และประเมินความเสี่ยงแบบ Real-time ทั้งทางเว็บไซต์ www.thaiwater.net และแอปพลิเคชัน ThaiWater บนมือถือ ตลอด 24 ชั่วโมง”