เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บพท.ระดมสมองปั้นแผนแก้จนยั่งยืน เผยข้อมูล 20 จว.ติดอันดับยากจนสุด
Uncategorized บพท.ระดมสมองปั้นแผนแก้จนยั่งยืน เผยข้อมูล 20 จว.ติดอันดับยากจนสุด
ศุภจี เผย ‘นายกฯ’ สั่งต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” 2 เดือน จ่อคลอดมาตราการเพียบ
Politics ศุภจี เผย ‘นายกฯ’ สั่งต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” 2 เดือน จ่อคลอดมาตราการเพียบ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดันแก้ พ.ร.บ.มหาชน ปลดล็อกหุ้นใหญ่-เพิ่มฟรีโฟลต ดึงเงินต่างชาติ ดัน SET แตะ 2,000 จุด
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดันแก้ พ.ร.บ.มหาชน ปลดล็อกหุ้นใหญ่-เพิ่มฟรีโฟลต ดึงเงินต่างชาติ ดัน SET แตะ 2,000 จุด
กฟผ. จับมือ USTDA เร่งศึกษาสร้างโรงไฟฟ้า SMR เสริมความมั่นคงพลังงานสะอาด
Economic กฟผ. จับมือ USTDA เร่งศึกษาสร้างโรงไฟฟ้า SMR เสริมความมั่นคงพลังงานสะอาด
ราคาทองวันนี้ (15 ก.ย. 69) ร่วงลง 300 บาท รูปพรรณบาทละ 68,100 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (15 ก.ย. 69) ร่วงลง 300 บาท รูปพรรณบาทละ 68,100 บาท
SCB EIC ชี้ GDP ปีนี้โต 2.2% จับตากำลังซื้อแผ่ว แนะต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยเฉพาะจุด
Finance SCB EIC ชี้ GDP ปีนี้โต 2.2% จับตากำลังซื้อแผ่ว แนะต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยเฉพาะจุด
ทรัมป์สายตรง เจนเซ่น หวง กลางเวที “AI ไม่ได้มายึดโลก”
Tech ทรัมป์สายตรง เจนเซ่น หวง กลางเวที “AI ไม่ได้มายึดโลก”
สูงวัย 100 ปีในญี่ปุ่น ทะลุ 100,000 คน  ‘คลัง’ แบกงบดูแลทะยาน
World สูงวัย 100 ปีในญี่ปุ่น ทะลุ 100,000 คน ‘คลัง’ แบกงบดูแลทะยาน
บพท.จับมือ 19 สถาบันใน 20 จังหวัดยากจน ชงแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ 14
การศึกษา บพท.จับมือ 19 สถาบันใน 20 จังหวัดยากจน ชงแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ 14
CJ เล็ง IPO ปี’72 เผย NASDAQ-Hang Seng-SGX ตบเท้าจีบ
Business CJ เล็ง IPO ปี’72 เผย NASDAQ-Hang Seng-SGX ตบเท้าจีบ
ดูทั้งหมด

บพท.จับมือ 19 สถาบันใน 20 จังหวัดยากจน ชงแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ 14

15 ก.ย. 2569 | 15:51น.

บพท. ในกระทรวง อว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัย 19 แห่งใน 20 จังหวัดยากจนที่สุดของประเทศ เปิดเวทีสัมมนา “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3” ระดมข้อมูลจากงานวิจัยกว่า 1.2 ล้านคนจน 3 แสนกว่าครัวเรือน เสนอเข้าสู่ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 … สู่แผนชาติ ฉบับที่ 14” โดยระดมนักวิชาการและนักวิจัยจากสถาบันการศึกษา 19 แห่งใน 20 จังหวัดยากจนที่สุดของประเทศ

ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) องค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อกลั่นข้อเสนอเชิงนโยบายส่งต่อให้ สศช. บรรจุไว้ในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังอยู่ระหว่างจัดทำและรับฟังความคิดเห็น

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. เปิดเผยว่า การสัมมนาครั้งนี้ออกแบบกลุ่มย่อยให้สอดคล้องกับโครงสร้างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ของสภาพัฒน์ แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างเศรษฐกิจ กลุ่มการปฏิรูปภาครัฐ กลุ่มการยกระดับทุนมนุษย์ กลุ่มการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มการถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

โดยใช้ฐานข้อมูลจากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนที่ บพท. ดำเนินการร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งพบครัวเรือนยากจนใน 20 จังหวัดยากจนสูงสุดของประเทศรวม 303,444 ครัวเรือน คิดเป็นจำนวนคนจน 1,243,449 คน เป็นข้อมูลตั้งต้นในการระดมความเห็นครั้งนี้

ชี้ 3 โจทย์ใหญ่ที่แผน 14 ต้องตอบให้ชัด

ดร.กิตติระบุว่า ประเด็นที่อยากให้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ตอบให้ชัดเจน คือ เกษตรกร 9 ล้านครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียน แรงงานนอกระบบอีกหลายสิบล้านคน และครัวเรือนยากจน 20% ระดับล่างสุด รวมถึงเศรษฐกิจฐานรากระดับชุมชน จะถูกวางตำแหน่งไว้ตรงไหนของแผน และจะมีกลไกขับเคลื่อนอย่างไร โดยตั้งข้อสังเกตว่าโครงสร้างแผนพัฒนาฯ ที่ยึดตาม 5 เสาหลัก (5 แท่ง) นั้น มิติด้านสังคมไม่ได้แยกเป็นเสาหลักต่างหากเหมือนแผนฉบับก่อน ๆ แต่ถูกผนวกรวมอยู่ในเสาทุนมนุษย์

ซึ่งเสี่ยงทำให้แผนโฟกัสอยู่ที่แรงงานในระบบราว 40 ล้านคน โดยละเลยแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ เช่นเดียวกับมิติทุนเศรษฐกิจที่เน้นอุตสาหกรรมและเกษตรมูลค่าสูง แต่ยังไม่ชัดว่าเศรษฐกิจฐานรากจะเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ตรงไหน

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มีเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจน แต่ขาดเครื่องมือและหน่วยงานขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่แผนฉบับที่ 14 มีแนวโน้มมีเครื่องมือและระบบจำนวนมาก แต่ยังไม่เห็นเป้าหมายและตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงที่ยึดโยงกับชีวิตประชาชนจริง จึงเสนอให้ทุกแท่งของแผนต้องระบุกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนอย่างชัดเจน

“แนวทางสำคัญในการนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนยั่งยืน มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนาทักษะการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาทักษะการจัดการทางการเงิน และการสร้างเสริมอุปนิสัยความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย รวมทั้งควรต้องเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณให้เข้าถึงครัวเรือนยากจนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ”

พร้อมชงสวัสดิการเชิงรุกแทนระบบตั้งรับ

ดร.กิตติระบุว่า หน่วยที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหาความยากจนคือระดับจังหวัด เพราะมีทั้งกลไกความร่วมมือ บทบาทเชิงโครงสร้างอำนาจ และทรัพยากรอยู่แล้ว การบูรณาการกลไกระดับพื้นที่จึงสำคัญที่สุดต่อการกระจายอำนาจ โดยงานวิจัยของ บพท. วางกรอบการทำงานหลัก 5 เรื่อง คือ กลไกความร่วมมือ ระบบข้อมูลชี้เป้า ระบบส่งต่อความช่วยเหลือ โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่ และการผลักดันเข้าสู่แผนระดับนโยบาย ครอบคลุมการยกระดับสถานะทางสังคม (Social Mobility) ของครัวเรือนใน 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ มาตรฐานความเป็นอยู่ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม

ทั้งนี้ ก่อนจะยกระดับสถานะครัวเรือนได้ จำเป็นต้องปรับฐานให้ครัวเรือนเข้าถึงสวัสดิการและปัจจัยพื้นฐานก่อน จากนั้นจึงสร้างการเลื่อนสถานะด้วย 3 ทักษะหลัก คือ ทักษะสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ ทักษะบริหารจัดการการเงิน และทักษะความพอเพียง โดยยกตัวอย่างจากจีนที่ใช้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยร่วมกับมณฑลจัดทำแดชบอร์ดระบุครัวเรือนยากจนรายครัวเรือนอย่างแม่นยำ พร้อมติดตามการช่วยเหลือของภาครัฐถึงระดับครัวเรือน และตั้งสถาบันการเงินเฉพาะเพื่อป้องกันการกลับไปจนซ้ำ

การจัดสรรงบประมาณปัจจุบันยังรวมศูนย์ที่ส่วนกลางมากเกินไป การกระจายอำนาจยังไม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร ขณะที่สวัสดิการของประเทศกระจัดกระจายอยู่ในหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย จึงเสนอให้ออกแบบสวัสดิการเชิงรุกที่เข้าไปค้นหาครัวเรือนตกหล่น แทนระบบเชิงรับที่รอให้ประชาชนมาลงทะเบียนเองแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ

สภาพัฒน์ยันแผน 14 เป็นของประชาชน

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะจากการสัมมนาครั้งนี้ จะถูกนำไปสังเคราะห์เข้าสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 ตุลาคม 2570 โดยจะเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับแรกที่เน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based) ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ แตกต่างจากแผนฉบับก่อนหน้าที่เป็นการพัฒนาเชิงประเด็น (Issue-based) พร้อมย้ำว่ากระบวนการจัดทำแผนฉบับนี้เปิดกว้างให้ประชาชนหลายภาคส่วนและหลายกลุ่มอาชีพมีส่วนร่วมแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นแผนพัฒนาของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่แผนของสภาพัฒน์

ข้อมูลจากแผนงานวิจัย “ขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม” ของ บพท. ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563-2569 รวม 7 ปี ในพื้นที่ 20 จังหวัด ด้วยงบประมาณ 1,973,035,600 บาท ระบุว่าสามารถค้นหาและสอบทานข้อมูลคนจนได้ 1,243,449 คน จาก 303,444 ครัวเรือน เกิดโมเดลแก้จนเชิงพื้นที่แล้ว 458 โมเดล และส่งต่อความช่วยเหลือให้ประชาชนเข้าถึงระบบสวัสดิการตามมิติความยากจนแล้ว 385,844 คน

ตัวเลขนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ในภาพรวมของประเทศ ซึ่งข้อมูลตัวชี้วัดล่าสุดพบว่าจำนวนครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 597,248 ครัวเรือนในปี 2565 เหลือ 200,138 ครัวเรือนในปี 2566 และ 101,905 ครัวเรือนในปี 2567 แต่ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปี 2570 สะท้อนว่าโจทย์ความยากจนของไทยยังต้องอาศัยกลไกเชิงพื้นที่และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว

สำหรับ 20 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ต้นแบบของงานวิจัยแก้จน ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ ได้แก่ ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บพท. ยากจน อว.