บพท.จับมือ 19 สถาบันใน 20 จังหวัดยากจน ชงแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ 14
บพท. ในกระทรวง อว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัย 19 แห่งใน 20 จังหวัดยากจนที่สุดของประเทศ เปิดเวทีสัมมนา “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3” ระดมข้อมูลจากงานวิจัยกว่า 1.2 ล้านคนจน 3 แสนกว่าครัวเรือน เสนอเข้าสู่ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 … สู่แผนชาติ ฉบับที่ 14” โดยระดมนักวิชาการและนักวิจัยจากสถาบันการศึกษา 19 แห่งใน 20 จังหวัดยากจนที่สุดของประเทศ
ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) องค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อกลั่นข้อเสนอเชิงนโยบายส่งต่อให้ สศช. บรรจุไว้ในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังอยู่ระหว่างจัดทำและรับฟังความคิดเห็น
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. เปิดเผยว่า การสัมมนาครั้งนี้ออกแบบกลุ่มย่อยให้สอดคล้องกับโครงสร้างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ของสภาพัฒน์ แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างเศรษฐกิจ กลุ่มการปฏิรูปภาครัฐ กลุ่มการยกระดับทุนมนุษย์ กลุ่มการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มการถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
โดยใช้ฐานข้อมูลจากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนที่ บพท. ดำเนินการร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งพบครัวเรือนยากจนใน 20 จังหวัดยากจนสูงสุดของประเทศรวม 303,444 ครัวเรือน คิดเป็นจำนวนคนจน 1,243,449 คน เป็นข้อมูลตั้งต้นในการระดมความเห็นครั้งนี้
ชี้ 3 โจทย์ใหญ่ที่แผน 14 ต้องตอบให้ชัด
ดร.กิตติระบุว่า ประเด็นที่อยากให้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ตอบให้ชัดเจน คือ เกษตรกร 9 ล้านครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียน แรงงานนอกระบบอีกหลายสิบล้านคน และครัวเรือนยากจน 20% ระดับล่างสุด รวมถึงเศรษฐกิจฐานรากระดับชุมชน จะถูกวางตำแหน่งไว้ตรงไหนของแผน และจะมีกลไกขับเคลื่อนอย่างไร โดยตั้งข้อสังเกตว่าโครงสร้างแผนพัฒนาฯ ที่ยึดตาม 5 เสาหลัก (5 แท่ง) นั้น มิติด้านสังคมไม่ได้แยกเป็นเสาหลักต่างหากเหมือนแผนฉบับก่อน ๆ แต่ถูกผนวกรวมอยู่ในเสาทุนมนุษย์
ซึ่งเสี่ยงทำให้แผนโฟกัสอยู่ที่แรงงานในระบบราว 40 ล้านคน โดยละเลยแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ เช่นเดียวกับมิติทุนเศรษฐกิจที่เน้นอุตสาหกรรมและเกษตรมูลค่าสูง แต่ยังไม่ชัดว่าเศรษฐกิจฐานรากจะเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ตรงไหน
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มีเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจน แต่ขาดเครื่องมือและหน่วยงานขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่แผนฉบับที่ 14 มีแนวโน้มมีเครื่องมือและระบบจำนวนมาก แต่ยังไม่เห็นเป้าหมายและตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงที่ยึดโยงกับชีวิตประชาชนจริง จึงเสนอให้ทุกแท่งของแผนต้องระบุกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนอย่างชัดเจน
“แนวทางสำคัญในการนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนยั่งยืน มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนาทักษะการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาทักษะการจัดการทางการเงิน และการสร้างเสริมอุปนิสัยความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย รวมทั้งควรต้องเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณให้เข้าถึงครัวเรือนยากจนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ”
พร้อมชงสวัสดิการเชิงรุกแทนระบบตั้งรับ
ดร.กิตติระบุว่า หน่วยที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหาความยากจนคือระดับจังหวัด เพราะมีทั้งกลไกความร่วมมือ บทบาทเชิงโครงสร้างอำนาจ และทรัพยากรอยู่แล้ว การบูรณาการกลไกระดับพื้นที่จึงสำคัญที่สุดต่อการกระจายอำนาจ โดยงานวิจัยของ บพท. วางกรอบการทำงานหลัก 5 เรื่อง คือ กลไกความร่วมมือ ระบบข้อมูลชี้เป้า ระบบส่งต่อความช่วยเหลือ โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่ และการผลักดันเข้าสู่แผนระดับนโยบาย ครอบคลุมการยกระดับสถานะทางสังคม (Social Mobility) ของครัวเรือนใน 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ มาตรฐานความเป็นอยู่ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม
ทั้งนี้ ก่อนจะยกระดับสถานะครัวเรือนได้ จำเป็นต้องปรับฐานให้ครัวเรือนเข้าถึงสวัสดิการและปัจจัยพื้นฐานก่อน จากนั้นจึงสร้างการเลื่อนสถานะด้วย 3 ทักษะหลัก คือ ทักษะสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ ทักษะบริหารจัดการการเงิน และทักษะความพอเพียง โดยยกตัวอย่างจากจีนที่ใช้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยร่วมกับมณฑลจัดทำแดชบอร์ดระบุครัวเรือนยากจนรายครัวเรือนอย่างแม่นยำ พร้อมติดตามการช่วยเหลือของภาครัฐถึงระดับครัวเรือน และตั้งสถาบันการเงินเฉพาะเพื่อป้องกันการกลับไปจนซ้ำ
การจัดสรรงบประมาณปัจจุบันยังรวมศูนย์ที่ส่วนกลางมากเกินไป การกระจายอำนาจยังไม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร ขณะที่สวัสดิการของประเทศกระจัดกระจายอยู่ในหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย จึงเสนอให้ออกแบบสวัสดิการเชิงรุกที่เข้าไปค้นหาครัวเรือนตกหล่น แทนระบบเชิงรับที่รอให้ประชาชนมาลงทะเบียนเองแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สภาพัฒน์ยันแผน 14 เป็นของประชาชน
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะจากการสัมมนาครั้งนี้ จะถูกนำไปสังเคราะห์เข้าสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 ตุลาคม 2570 โดยจะเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับแรกที่เน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based) ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ แตกต่างจากแผนฉบับก่อนหน้าที่เป็นการพัฒนาเชิงประเด็น (Issue-based) พร้อมย้ำว่ากระบวนการจัดทำแผนฉบับนี้เปิดกว้างให้ประชาชนหลายภาคส่วนและหลายกลุ่มอาชีพมีส่วนร่วมแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นแผนพัฒนาของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่แผนของสภาพัฒน์
ข้อมูลจากแผนงานวิจัย “ขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม” ของ บพท. ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563-2569 รวม 7 ปี ในพื้นที่ 20 จังหวัด ด้วยงบประมาณ 1,973,035,600 บาท ระบุว่าสามารถค้นหาและสอบทานข้อมูลคนจนได้ 1,243,449 คน จาก 303,444 ครัวเรือน เกิดโมเดลแก้จนเชิงพื้นที่แล้ว 458 โมเดล และส่งต่อความช่วยเหลือให้ประชาชนเข้าถึงระบบสวัสดิการตามมิติความยากจนแล้ว 385,844 คน
ตัวเลขนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ในภาพรวมของประเทศ ซึ่งข้อมูลตัวชี้วัดล่าสุดพบว่าจำนวนครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 597,248 ครัวเรือนในปี 2565 เหลือ 200,138 ครัวเรือนในปี 2566 และ 101,905 ครัวเรือนในปี 2567 แต่ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปี 2570 สะท้อนว่าโจทย์ความยากจนของไทยยังต้องอาศัยกลไกเชิงพื้นที่และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว
สำหรับ 20 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ต้นแบบของงานวิจัยแก้จน ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ ได้แก่ ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา