ไมโครซอฟท์ปรับใหญ่ชู4กลยุทธ์ ชิงเค้กลงทุน”ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น”-

ขยับรับยุคดิจิทัลแม่ทัพคนใหม่ ไมโครซอฟต์ ประเทศไทย ต่อยอด นโยบาย Mobile Frist และCloud First รองรับยุคมัลติดีไวซ์ที่เทคโนโลยี IoT และ AI จะมีบทบาทมากขึ้นในการใช้เก็บ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล

แม่ทัพใหม่ไมโครซอฟท์ ปรับใหญ่ชู 4 กลยุทธ์บุกหนักตลาดคลาวด์ ชิงเค้กเงินลงทุนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น องค์กรธุรกิจ 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปักธงโตระดับ 2 ดิจิต พร้อมเตรียมขน Surface Book – Laptop วางขายในไทย

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ได้ต่อยอดนโยบายจาก Mobile First และ Cloud First ที่ประกาศไว้ในปีก่อน โดยยกระดับให้เป็น Intelligence Cloud และ Intelligence Base คือการเข้าสู่ยุคของมัลติดีไวซ์ที่เรียกว่า IOT และ Server less ให้ผู้ใช้งานทุกระดับทำงานได้โดยไม่ต้องสนใจว่าเซิร์ฟเวอร์คืออะไรหรือจะอยู่ที่ไหน รวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) มาใช้เก็บ วิเคราะห์ ประมวลผลข้อมูลเพื่อคาดการณ์อนาคต

ปีนี้เป็นปีที่ไมโครซอฟท์ปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อตอบสนองพาร์เนอร์และผู้ใช้ทั้งโลกให้ประสบความสำเร็จ โดยมีอินโนเวชั่นเป็นคีย์หลัก เทคโนโลยีวันนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ พีซี หรือมือถือ แต่รวมถึงการลงทุนของภาคธุรกิจเพื่อทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อรับมือกับการดิสรัปชั่น ซึ่งทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เราจึงมีโอกาสอีกมหาศาลทั้งจากลูกค้าทุกระดับรวมถึงภาครัฐ โดยจะไม่เน้นขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์ โซลูชั่น แต่จะโฟกัสไปที่การแก้ปัญหาให้ลูกค้า ปี 2560 ตัวจักรที่จะผลักดันการเติบโตให้ไมโครซอฟท์จะมาจากธุรกิจคลาวด์ ดาต้า และบิสซิเนสแอปพลิเคชั่น”

โดยจะใช้ 4 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.โมเดิร์น เวิร์กเพลส ที่จะเข้าไปช่วยองค์กรสามารถติดต่อสื่อสารภายในองค์กรได้ทันสมัยมากขึ้น ผ่านระบบของ Microsoft Teams และ Skype 2.บิสซิเนส แอปพลิเคชั่น การนำแอปพลิเคชั่นมาช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ใหม่คือ Mi-crosoft Dynamics 365 3.แอปพลิเคชั่นและอินฟราสตรักเจอร์ ที่เป็นระบบพื้นฐานของธุรกิจ อาทิ Microsoft Azure และ SQL ซึ่งลูกค้าจะเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่ใช้งาน 4.ดาต้า และ AI ในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์

ในปีที่ผ่านมา Microsoft Azure มีรายได้ 18.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตไฮดับเบิลดิจิต ส่วนไมโครซอฟท์ในไทยสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจคลาวด์ราว 30% ของรายได้ทั้งหมด ที่เหลือเป็นรายได้จากอื่น ๆ อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ บิสซิเนสแอปพลิเคชั่น แต่เชื่อว่าในปีนี้จะเติบโตได้ในระดับ 2 ดิจิต หลังจากได้งบการตลาดมาเพิ่ม โดยพยายามจะให้รายได้จากคลาวด์แตะ 50% ในปีหน้า ทั้งยังเชื่อว่าคลาวด์สามารถเติบโตได้อีก 5 -10 เท่า

ขณะที่ผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าคอนซูเมอร์อย่าง Microsoft Office 365 ยังเปลี่ยนโมเดลการใช้บริการจากซื้อไลเซนส์เป็นการใช้งานผ่านการดาวน์โหลดจากระบบคลาวด์ ซึ่งก็จะทำให้ลูกค้าทั้งโฮมยูสและองค์กรมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง แต่สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันปัญหาด้านมัลแวร์ด้วย โดยปัจจุบันการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ในไทยยังอยู่ในระดับ 69% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 39% แต่มีแนวโน้มลดลง


“ฮาร์ดแวร์ อย่าง Surface Book – Laptop ก็เตรียมนำเข้ามาขายในไทยแน่นอน แต่ถ้าเป็นอย่างเครื่องเกม xbox คงยังไม่นำมาจำหน่าย เพราะในไทยยังมีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์สูง”