‘อเมซอน’ ลงสนาม เขย่าโฆษณาออนไลน์-
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “อเมซอน” ยักษ์อีคอมเมิร์ซสัญชาติสหรัฐได้ขยายขอบเขตธุรกิจออกไปในทุกทิศทางทั้งในและนอกวงการค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ สตรีมมิ่ง ภาพยนตร์-เพลง โรงภาพยนตร์ ปัญญาประดิษฐ์ คราวน์คอมพิวติ้ง และอื่น ๆ
โดยล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่บ่งบอกว่า ยักษ์อีคอมเมิร์ซรายนี้กำลังรุกธุรกิจโฆษณาออนไลน์อย่างจริงจัง พร้อมท้าชนกับกูเกิลและเฟซบุ๊กที่ครองตำแหน่งผู้นำด้วยส่วนแบ่งรวมกันมากกว่า 50% ของตลาดมูลค่า 8.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
สำนักข่าว “เดอะนิวส์ยอร์กไทมส์” รายงานว่า อเมซอนเริ่มโฟกัสธุรกิจโฆษณาออนไลน์มากขึ้นในช่วงปีที่
ผ่านมา สะท้อนจากรายงานผลประกอบการฉบับล่าสุด ซึ่งรายได้จากกลุ่ม “อื่น ๆ” ที่ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายโฆษณาออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ โตถึง 130% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หลังยักษ์อีคอมเมิร์ซพยายามเพิ่มโฆษณาเข้าไปในบริการและเว็บไซต์ในเครือ เช่น ถ่ายทอดสดการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL เว็บไซต์ IMDb, Zappos และ Twitch
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดพื้นที่โฆษณาใหม่ ๆ อย่างบนกล่องพัสดุ รวมถึงปั้นแผนกโฆษณา
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ลงโฆษณาเริ่มหลากหลายและทำการตลาดเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการบนอเมซอนเลย เช่น บริษัทประกันไกโก ค่ายโทรศัพท์เวอไรซอน และบริษัทสื่อสารเอทีแอนด์ที
แม้ตัวเลขรายได้จากโฆษณาออนไลน์ของอเมซอนจะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของตลาดและเทียบไม่ได้กับรายใหญ่อย่างกูเกิลและเฟซบุ๊ก แต่นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าปัจจัยต่าง ๆ ในตลาดเอื้อให้อเมซอนมีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด จนอาจสะเทือนถึง 2 เจ้าตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่การควบคุมคอนเทนต์บนยูทูบและเฟซบุ๊กที่ทำให้โฆษณาของหลายแบรนด์ปรากฏบนเพจหรือวิดีโอเกี่ยวกับก่อการร้ายหรือเหยียดผิวจนหลายแบรนด์ต้องถอนโฆษณา ในขณะที่อเมซอนเป็นร้านค้าจึงสามารถควบคุมคอนเทนต์ได้รัดกุมกว่า
เช่นเดียวกับจุดแข็งในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคน และเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพพร้อมจับจ่ายจึงตอบรับกับโฆษณาในเชิงบวกมากกว่าช่องทางอื่น ๆ รวมถึงบิ๊กดาต้าด้านพฤติกรรมช็อปปิ้งของผู้ใช้งาน ทำให้สามารถส่งโฆษณาได้แม่นยำมากกว่า รวมถึงมีรูปแบบโฆษณาที่ได้เปรียบอย่างสินค้า
สปอนเซอร์ ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามคีย์เวิร์ดของผู้ใช้แต่ละราย
นอกจากปัจจัยบวกเหล่านี้แล้ว อเมซอนยังสุมไฟให้การแข่งขันบนแพลตฟอร์มของตนดุเดือดขึ้น ด้วยการส่งสินค้าเฮาส์แบรนด์หลากหลายหมวดหมู่ขายแข่ง ยิ่งกระตุ้นแบรนด์สินค้าและบริการให้ลงโฆษณาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพื่อผลักดันสินค้าของตนเอง
“โคลลิน โคเบิร์น” นักวิเคราะห์ของบริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์ กล่าวว่า ปัจจุบันกูเกิลและเฟซบุ๊กยังไม่สามารถเรียกศรัทธาคืนจากแบรนด์สินค้าได้ เนื่องจากไม่สามารถรับประกันได้เลยว่าโฆษณาแต่ละอันจะปรากฏคู่กับคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ จนหลายแบรนด์ต้องมองหาช่องทางโฆษณาอื่นแทน แน่นอนว่าหนึ่งในตัวเลือกนั้น คือ อเมซอน ซึ่งตอบโจทย์เหล่านี้ได้ดีกว่า อีกทั้งยังมีบิ๊กดาต้าเชิงลึกช่วยให้แบรนด์สามารถล็อกเป้าหมายได้ละเอียดกว่าเพศ อายุ เช่น กลุ่มผู้สนใจซื้อโทรศัพท์มือถือ แฟชั่น
จึงไม่น่าแปลกใจที่เม็ดเงินโฆษณาจะเริ่มไหลจากเจ้าตลาดมายังอเมซอนมากขึ้นในอนาคต
สอดคล้องกับความเห็นของ “โมนิการ์ แมคเกิล” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายอีคอมเมิร์ซของเคลล็อก ที่กล่าวว่า ผลเสิร์ชบนอเมซอนมีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของวงการโฆษณาแล้ว เพราะฐานข้อมูลเชิงลึกช่วยให้สามารถสื่อสารกับเป้าหมายได้แบบถูกที่ถูกเวลา จึงไม่น่าแปลกที่แบรนด์จะทุ่มเม็ดเงินมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวนี้ฉายแววถึงความเปลี่ยนแปลงและดีกรีการแข่งขันในตลาดโฆษณาที่จะดุเดือดขึ้น
ซึ่งต้องติดตามดูว่า อเมซอนจะสามารถชิงเม็ดเงินโฆษณามาได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงกูเกิลและเฟซบุ๊กจะแก้เกมนี้อย่างไร
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
