วันปลอดภัยบนท้องถนนโลก-
คอลัมน์ CSR Talk
โดย มูลนิธิบลูมเบิร์กเพื่อสาธารณประโยชน์
“วันนั้นเป็นเวลาประมาณ3 ทุ่ม นุชนั่งรอรถอยู่ริมถนนแถวบางแค เพื่อที่จะกลับเข้าบ้านหลังจากไปทำธุระ โชคไม่ดีที่วันนั้นฝนตกหนัก ทำให้ต้องรอรถนานมากจนถึงเวลาสี่ทุ่มก็ยังไม่มีรถประจำทางมา พอดีมีเพื่อนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านมาบริเวณนั้น จึงอาสาพาไปส่งที่บ้าน ซึ่งเราไม่ทราบว่าเพื่อนคนนี้ได้ดื่มแอลกอฮอล์มา ทันทีที่ “นุช” สวมหมวกกันน็อก และล็อกสายรัดใต้คาง ขณะที่รถออกตัวไปได้เพียงไม่นาน”
“รถมอเตอร์ไซค์ที่นุชนั่งซ้อนท้ายได้ชนเข้าอย่างแรงกับรถกระบะที่จอดติดไฟแดงอยู่ด้านหน้า และทุกอย่างก็มืดดับไปราวกับร่างกายโดนปิดสวิตช์”
เบื้องต้นคือ คำบอกเล่าของ “นุช-นุชจรี เหมราช” ผู้เป็นเหยื่อบนท้องถนนจากเหตุการณ์เมาแล้วขับ ยังสะท้อนภาพความทรงจำในวันนั้นได้อย่างชัดเจน แม้ขณะนั้นเธอจะมีอายุเพียง 15 ปี และแม้เหตุการณ์ดังกล่าวได้ผ่านมาแล้วกว่า 24 ปี
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น “นุช” ต้องหยุดพักการเรียน เพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาลในห้องฉุกเฉิน 3 เดือน จากนั้นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเกือบปี และต้องทำกายภาพต่อเนื่อง เพราะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ทั้ง ๆ ที่ “นุช” ชอบเรียนภาษาแต่ความฝันที่เคยอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องจบลง จนกระทั่งปี 2551 ถึงปัจจุบัน “นุช” จึงได้โอกาสทำงานเป็น call center ของบริษัทกลาง คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือคนพิการให้มีงานทำ เนื่องจากสามารถทำงานที่บ้านได้
“นุช” บอกว่า เธอเคยคิดอยากฆ่าตัวตาย เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของพ่อแม่ ทำให้แม่ต้องหยุดทำงานเพื่อดูแลเรา ในขณะที่พ่อต้องเป็นเรี่ยวแรงสำคัญคนเดียวในการทำงานเลี้ยงดูลูก ๆ ทั้ง 3 คน แต่กำลังใจจากแม่ และครอบครัว ทำให้เราฉุกคิดและอยากกลับมาช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด
“พูดได้เลยว่าหมวกกันน็อกช่วยชีวิตนุชไว้ ถ้าตอนนั้นนุชไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก ก็ไม่รู้ว่านุชจะเป็นอย่างไรบ้าง ใกล้ไกล ขอให้ใส่หมวกกันน็อก และล็อกสายรัดใต้คางทุกครั้ง อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น”
จากข้อมูลสถิติอุบัติเหตุของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และบริษัทกลาง คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด พบว่า ปี 2559 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย 33.4 คน ต่อประชากร 100,000 คน และจากระบบบูรณาการข้อมูลการตายจากอุบัติเหตุทางถนน โดยสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ในปี 2559 สูงถึง 68 คน
โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลให้มีการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นคือ “การไม่สวมหมวกนิรภัย” ทั้งนี้ จากการสำรวจอัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยปี 2559 โดยมูลนิธิไทยโรดส์ พบว่า อัตราการสวมหมวกนิรภัยมีค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 43 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานครอยู่ที่ร้อยละ 75
“สุราษฎร์ เจริญชัยสกุล” รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร บอกว่า กลุ่มคนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15-29 ปี และพบว่า ประเภทยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่คือ รถจักรยานยนต์ โดยมีแนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชนผู้ที่ไม่มีใบขับขี่สูงขึ้น
“กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการจราจรและขนส่ง ได้ดำเนินกิจกรรมการสื่อสารรณรงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ปลูกจิตสำนึก ค่านิยม วัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนให้กับประชาชน รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในการรณรงค์ให้ผู้ขับขี่ และโดยสารรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านกิจกรรมและสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การติดตั้งป้ายรณรงค์สวมหมวกนิรภัยบริเวณสำนักงานเขต ป้ายรณรงค์สวมหมวกนิรภัยบริเวณสถานีจักรยานสาธารณะ 50 สถานี บนถนนสายหลักของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตชุมชนขนาดใหญ่ และมีปริมาณรถสัญจรผ่านในบริเวณนั้นจำนวนมาก”
“นอกจากนี้ สำนักการจราจร และขนส่ง ยังมีแผนที่จะรณรงค์การสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างต่อเนื่อง ในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มชื่นชอบรถจักรยานยนต์ และนิยมใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะในการเดินทาง ภายใต้ชื่อโครงการสถานศึกษา (อาชีวะ) ร่วมใจ สวมหมวกกันน็อก 100 เปอร์เซ็นต์ ปี 2561 โดยในระยะแรกได้นำร่องจัดกิจกรรมรณรงค์ในสถานศึกษา (อาชีวะ) จำนวน 6 แห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา”
“เราทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บบนท้องถนน ทั้งด้านการสื่อสารรณรงค์ และการออกแบบพัฒนาปรับปรุงถนนในกรุงเทพมหานครให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น จากการได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการความคิดริเริ่มเพื่อความปลอดภัยทางถนนทั่วโลกโดยมูลนิธิบลูมเบิร์กเพื่อสาธารณประโยชน์ (Bloomberg Philanthropies Initiative for Global Road Safety : BIGRS) เป็นระยะเวลา 5 ปี
(พ.ศ. 2558-2562) เพื่อมุ่งสร้างความปลอดภัยทางถนนทั้งระบบอย่างยั่งยืน”
ดังนั้น เนื่องในวันรำลึกถึงผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนนแห่งโลก ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี จึงอยากฝากทุกคนให้มีจิตสาธารณะในการใช้รถใช้ถนน เพราะถนนเป็นของส่วนรวม เรื่องความปลอดภัยทางถนน จึงเป็นของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
