เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

คุณค่าของชีวิต (จบ)-

20 ธ.ค. 2561 | 07:00น.

คอลัมน์ ระดมสมอง

โดย รณดล นุ่มนนท์

ในสัปดาห์ที่แล้ว ผมชวนให้พวกเราช่วยกันไขปริศนาคำถาม 3 ข้อ คือ 1.เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีความสุขในอาชีพการงาน 2.เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์กับครอบครัวจะเป็นต้นธารแห่งความสุขอย่างยั่งยืน และ 3.เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพไม่จบชีวิตเดียวดาย ในเรือนจำ ผ่านหนังสือ ปัญญาวิชาชีวิต ที่ คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ได้ถ่ายทอดมาจากหนังสือ How Will You Measure Your Life ? เขียนโดย ศาสตราจารย์เคลย์ตัน คริสเตนเสน (Clayton M. Christensen)

ศ.เคลย์ตันได้เปรียบเทียบเป้าหมายทางธุรกิจของบริษัทที่มักมุ่งผลตอบแทนในระยะสั้น วัดมูลค่าเพิ่มของบริษัทจากผลกำไรและลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้สัดส่วนทางการเงินดูสวยหรู ทำให้กลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กรไปสู่ความสำเร็จที่ไม่ยั่งยืน ผู้บริหารและพนักงานต่าง ๆ จะสร้างผลงานในระยะสั้น หวังเพียงเพื่อตำแหน่ง หน้าที่การงาน และเงินเดือนที่สูงขึ้น

ในขณะที่องค์กรจะมีวัฒนธรรมของการแข่งขัน ขาดการร่วมมือและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สอนให้คนปฏิบัติตามมากกว่าควรจะคิดอย่างไร (what to do not how to think)1/ การมุ่งผลตอบแทนในระยะสั้น ๆ ไม่แตกต่างกับชีวิตของมนุษย์ หากพวกเราต้องการให้ความสำเร็จ และความสุขมีความยั่งยืน เราต้องนำวิชาการจัดการและหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นมาประยุกต์ใช้ว่าเราจะจัดการกับชีวิตเราอย่างไร กับการมีอยู่อย่างจำกัดของเวลา ทรัพยากร และปัญญา

สำหรับ ศ.เคลย์ตัน การเลือกงานเป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่จะพาตัวเองไปสู่เป้าหมาย แต่หากปราศจากเป้าหมาย ชีวิตมนุษย์ย่อมกลวงเปล่า ดังนั้น พวกเราจึงต้องค้นหาจุดมุ่งหมายในชีวิต นับเป็นเรื่องที่พวกเราต้องให้เวลาในการค้นหาให้มากที่สุด

เฟรเดอริก เฮิร์ซเบิร์ก นักจิตวิทยาผู้ค้นคิดทฤษฎีแรงจูงใจ ได้ระบุจุดมุ่งหมายในชีวิตไว้ว่า “แรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเราไม่ใช่เงินทอง หากเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ มีความกระตือรือร้นอย่างถ่อมตัวที่จะเรียนจากทุก ๆ คน พร้อมเติบโตด้วยความรับผิดชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น และได้รับการยอมรับยามบรรลุผลสำเร็จ”

อย่างไรก็ดี การจะไปสู่จุดมุ่งหมายในชีวิตได้นั้น จำเป็นต้องมีการจัดการทั้งด้านเวลา ทรัพยากร และปัญญาทั้งนี้ ชีวิตจริงเรามักจะมองข้ามผลลัพธ์ในระยะยาว ให้เวลากับลูกและครอบครัวเมื่อสายเกินไปแล้วลงทุนให้กับครอบครัวด้วยทรัพย์สินเงินทองและฐานะในสังคม แทนการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีและการเรียนรู้ร่วมกันในครอบครัว ไม่ต่างกับบริษัทที่ลงทุนในต้นทุนจม (sunk cost) และต้นทุนคงที่ (fixed cost) แทนที่จะเอาใจใส่ลงทุนในต้นทุนส่วนเพิ่มเพื่อการวิจัยและพัฒนา (marginal cost)1/

การลงทุนเวลา ทรัพยากร และปัญญาให้กับความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยปกติแล้วจะไม่ทำให้รู้สึกโดยทันทีว่าทำอะไรสำเร็จ ในขณะเดียวกัน หากเราละเลยความสัมพันธ์กับครอบครัว เราก็จะไม่รู้สึกว่าในแต่ละวันสถานการณ์กำลังเลวร้ายลงไป เหมือนกับคนที่มุ่งมั่นความเป็นเลิศในอาชีพการงาน จะให้เวลากับครอบครัวน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเปี่ยมรักกับครอบครัวจะเป็นขุมพลังแห่งความสุขที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุด2/

ศ.เคลย์ตันเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งในช่วงที่ท่านไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Oxford ว่า ท่านได้ร่วมเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย และพาทีมเข้ารอบรองชนะเลิศ แต่เผอิญการแข่งขันตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งท่านได้เคยสาบานกับพระผู้เป็นเจ้าว่า ในวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ท่านจะอุทิศตนให้กับการศึกษาพระธรรม ท่านจึงปฏิเสธที่จะลงเล่น สร้างความไม่พอใจให้กับโค้ชและเพื่อนร่วมทีม

แน่นอนว่า ท่านสามารถที่จะแหกกฎและไม่ทำอีก แต่เมื่อมองย้อนกลับไปถึงการตัดสินใจในครั้งนั้น ท่านคิดว่าได้ทำถูกต้องแล้ว ขณะที่เพื่อนของท่านหลายคนตัดสินใจผิดพลาดเพราะไม่ยึดต่อหลักการ “ยืนตรง” เพื่อน 2 คนต้องขาดอิสรภาพต้องโทษถูกคุมขัง หนึ่งในนั้นคือ เจฟฟ์ สกิลลิง ผู้นำบริษัทเอนรอนไปสู่ความหายนะ

จึงถือเป็นบทเรียนว่า “มันง่ายกว่าถ้าเราจะรักษาหลักการไว้ 100 ครั้ง แทนที่จะรักษาหลักการไว้เพียง 98 ครั้ง” (It’s easier to hold to your principles 100 percent of the time than it is to hold to them 98 percent of the time.)2/3/

ท้ายสุด ศ.เคลย์ตัน เล่าถึงเหตุการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ท่านเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า เกิดขึ้นจากเช้าวันหนึ่งขณะขับรถไปสอนหนังสือ ท่านเกิดมีนิมิตหมายว่าจะมีอะไรดี ๆ เข้ามาสู่ชีวิต และ 2 สัปดาห์ต่อมาปรากฏว่ามีผู้บริหารระดับสูงในมหาวิทยาลัยลาออก ท่านจึงคิดว่าตำแหน่งต้องเป็นของท่านแน่นอน ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ แต่เมื่อมีการประกาศว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นของศาสตราจารย์อีกท่านหนึ่ง

ท่านรู้สึกผิดหวังและคิดว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม แต่ใช้เวลาไม่นานท่านมาคิดได้ว่า มนุษย์ที่จะขึ้นไปอยู่บนสรวงสวรรค์หรือไปพบกับพระเจ้านั้น การประเมินไม่ได้อยู่ที่ว่าท่านเรียนจบที่ไหน มีตำแหน่งการงานอย่างไร มีทรัพย์สินมากน้อยเพียงใด

ขณะที่การวัดคุณค่าชีวิตในโลกมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่มูลค่าทางการเงิน ไม่ต้องให้นักบัญชีหรือนักสถิติมาประเมิน แต่คำถามคือ เมื่อเราได้โอกาสใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กจนช่วงสุดท้ายของชีวิต เราได้ใช้โอกาสนั้นช่วยคนรอบข้างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราแค่ไหน และได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับผู้คนเหล่านั้นอย่างไร นี่แหละคือการวัดความคุ้มค่าในการใช้ชีวิตของแต่ละคนอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา : 1/ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ปัญญาวิชาชีวิต จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Openbooks 2561 (How Will You Measure Your Life ?, Clayton M. Christensen) 2/ สฤณี อาชวานันทกุล เธอจะวัดชีวิตของเธออย่างไร แปลจากหนังสือ How Will You MeasureYour Life ? เขียนโดย Clayton M. Christensen, Borderless Magazine https://bordeure.wordpress.com/tag/how-will-you-measure-your-life/ 3/ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ Innovators’ Dilemma-บริษัทยักษ์ล้มเพราะบริหาร “ถูกหลัก”

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือสแกน QR Code