สตึงมนัม…ต้องคุ้มค่าลงทุน-
บทบรรณาธิการ
หากไม่ถูกหลายฝ่ายท้วงติง จุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ป่านนี้ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบ คงถูกบรรจุเข้าวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอไฟเขียวเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งต้องลงนามรับซื้อไฟฟ้าจาก บจ.Steung Meteuk Hydropower ที่รัฐบาลกัมพูชาให้สิทธิ์เป็นผู้พัฒนาโครงการ ก็คงต้องดำเนินการตามนโยบาย
แต่เมื่อเรื่องบานปลายกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ โดยเฉพาะประเด็นอัตราค่าไฟฟ้า ที่ร่าง MOU กำหนดให้ กฟผ.รับซื้อ สูงถึงหน่วยละ 10.75 บาท เทียบกับค่าไฟฐาน 2.60 บาท ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตและมีคำถามตามมาว่า เหมาะสมคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด ที่สำคัญมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นกับโครงการนี้หรือไม่
แม้จะมีคำอธิบายจากนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะผู้รับผิดชอบ ถึงความจำเป็นและความต้องการใช้น้ำ เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
ขณะเดียวกันก็แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่ากระแสไฟฟ้า โดยระบุว่าต้องรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงเพื่อแลกกับปริมาณน้ำที่จะได้จากเขื่อนสตึงมนัม พร้อมยืนยันจะไม่เป็นภาระทำให้ผู้ประกอบการกับประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพง แต่คำชี้แจงไม่ได้ทำให้สาธารณชนคลายความคลางแคลงใจลงได้
ยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหยิบยกข้อมูลคนละทิศละคนทางขึ้นมากล่าวอ้าง ตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่รัฐต้องเดินหน้าโครงการนี้อย่างเร่งด่วน ให้ทันกับการผลักดันโครงการอีอีซี ที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ปั่นตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้เติบโตก้าวกระโดด ก็ยิ่งก่อให้เกิดความสับสนระคนสงสัยมากขึ้นอีก
เพราะนอกจากข้อมูลไม่สอดคล้องกับตัวเลขกำลังการผลิตไฟฟ้าภาคตะวันออก ที่ชี้ชัดว่ากำลังการผลิตเกินความต้องการแล้ว ยังไม่มีการพิจารณาถึงกรณีที่กรมชลประทานมีแผนจะลงทุนก่อสร้างอ่างกักเก็บน้ำใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างกักเก็บน้ำภาคตะวันออกมีเพิ่มขึ้น ถึงตอนนั้นยังต้องพึี่งพาน้ำจากเขื่อนสตึงมนัมอีกหรือไม่
ระหว่างที่โครงการนี้ถูกชะลอออกไป ตามคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน เกษตรฯ อุตสาหกรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ถือโอกาสศึกษาทบทวนข้อมูลให้รอบคอบรอบด้าน พร้อมวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการที่ต้องใช้งบประมาณก้อนโตให้ชัดเจนว่า ได้ประโยชน์คุ้มค่าเพียงใด จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าควรเดินหน้า หรือพับเก็บใส่ลิ้นชัก