พระอัจฉริยภาพด้านโทรคมนาคม ร.9 “แยกกันเราอยู่ รวมกันเราตาย”-

เป็นหนึ่งในบริษัท ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ประดับ “ตราพระครุฑพ่าห์” เป็นตราตั้งเหนืออาคาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด

เป็น 1 ในบริษัทเอกชน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเงินร่วมหุ้น 3 แสนบาท

เป็น 1 ใน คู่สมรสนักธุรกิจ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานน้ำสังข์

“ประชาชาติธุรกิจ” เลือกสัมภาษณ์ “เจริญรัฐ วิไลลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร ทั้งในฐานะตัวแทนบริษัท และพี่ใหญ่แห่งตระกูล น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อันหาที่สุดมิได้

“เจริญรัฐ” นึกย้อนเวลาไปกว่า 20 ปี ที่ได้รับโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ ศาลาดุสิตาลัย ทั้งในพระราชพิธี และการเข้าเฝ้าฯ ในวโรกาส ไม่เป็นทางการ ร่วมกับข้าราชบริพารในพระองค์

เมื่อบริษัทประกอบกิจการมาระยะหนึ่ง ครอบครัว “วิไลลักษณ์” กราบบังคมทูล ขอพระราชทาน เข้าเฝ้าฯเพื่อขอพระบรมราชานุญาต ประดับ “ตราพระครุฑพ่าห์” เป็นตราตั้งเหนืออาคาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

“เจริญรัฐ” เล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ครั้งนั้นว่า “ครอบครัวผมมีความตั้งใจขอพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ ที่พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน ตอนนั้นเราเพิ่งพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาใหม่ ๆ บริษัทเราก็มีผลประกอบการดี แก้ไขปัญหาบริษัทผ่านมาได้”

“คือในชีวิตผมเนี่ย ผมก็มีความฝันอยู่สองสามอย่าง เช่น อยากจะทำบริษัทให้มั่นคง อยากจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ สมรสพระราชทาน ซึ่งเป็นความฝันของคนทั่ว ๆ ไป เพราะผมก็เชื่อว่าคนไทยทุกคน ก็ปรารถนาจะได้ถวายการรับใช้ แต่พอได้เข้าเฝ้าฯ จริง ๆ ผมไม่กล้านะ ไม่กล้าขอ”

“รอจนกระทั่งท่านประทานเล่าเรื่อง สมเด็จพระเทพรัตนฯ เรื่องต่าง ๆ กว่าชั่วโมง คุณแม่และน้องชาย วัฒน์ชัย กับ ธนานันท์ ก็สะกิดผมเบา ๆ ผมก็ยังไม่กล้าขอพระราชทาน แต่แล้วก็ได้รับโอกาส ผมกราบบังคมทูลฯ ว่า ข้าพระพุทธเจ้าทำบริษัทสามารถฯ มานาน เพื่อเป็นมิ่งขวัญกับบริษัท กราบขอรับพระราชทานประดับตราพระครุฑพ่าห์ เป็นตราตั้งเหนืออาคาร”

“…ท่านตรัสทำนองว่า สมควรได้ ให้ไปติดต่อสำนักพระราชวัง”

“เจริญรัฐ” บอกเล่าความประทับใจ ถึงพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ อีกวาระหนึ่ง เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานเงินร่วมหุ้นกับบริษัทสามารถฯ

ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตรัสว่า “ได้ข่าวว่าบริษัทสามารถฯ จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะนั้นผมยืนรอรับเสด็จ พระองค์ท่านที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ผมยืนถวายความเคารพ เมื่อพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินผ่านผม แล้วตรัสว่า เดี๋ยวตามเข้ามาที่ห้องหน่อย เราก็คลานไป ท่านเปิดกระเป๋า แล้วพระราชทานเงินให้ 3 แสนบาท ผมตกใจเหมือนกัน เพราะไม่รู้มาก่อน”

“ผมก็นำไปแปลงเป็นใบหุ้น ชื่อหุ้น ถวายพระองค์ท่าน แล้วพระองค์ท่านก็พระราชทานให้ผมมาเก็บไว้ ผมเก็บเงินสดนั้นไว้จนถึงทุกวันนี้”

ครั้งหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า “ช่วงนี้ รู้สึกว่าเจ็บหลัง” ในเวลานั้นทั้ง “เจริญรัฐ” และ “วัฒน์ชัย” ผู้เป็นน้องชาย ไม่ทราบเกล้าฯ ถึงเรื่องที่พระองค์สื่อสาร ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสเพิ่มเติมอีกว่า “ช่วงนี้หุ้นสามารถตกบ่อย ทรงต้องก้มลงเก็บหุ้นสามารถ”

เป็นพระอารมณ์ขัน ที่พี่น้องตระกูล “วิไลลักษณ์” จดจำไม่ลืม

“เจริญรัฐ” ถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครั้งแรก ด้วยการติดตั้งระบบจานดาวเทียม ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ และพระตำหนักอื่น ๆ ในพื้นที่แปรพระราชฐาน

พระอัจริยภาพเกี่ยวกับระบบโทรคมนาคมนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำรัส ที่เป็นอภิปรัชญา ต่อหน้าวิศวกรสื่อสาร ที่เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ความว่า “แยกกันเราอยู่ รวมกันเราตาย”

ความหมายที่ทรงพระกรุณาอธิบายภายหลังคือ “ระบบสื่อสารถ้ามารวมอยู่กันในที่เดียว ช่องทางเดียว หากเกิดความเสียหายไปทุกจุด ทุกช่องทาง จะเสียหมด ใช้การสื่อสารไม่ได้ แต่ถ้าไปแยก ๆ กันหลาย ๆ จุด จุดหนึ่งเสีย ก็ยังใช้อีกจุดหนึ่งได้ นี่ก็คือแยกกันเราอยู่ รวมกันเราตาย”

พระราชดำรัส ครั้งนั้น นำมาสู่หลักการทำงาน เทคนิควางระบบโทรคมนาคม หลายด้านในเวลาต่อมา

“ผมก็จดจำ เอามาใช้ถึงทุกวันนี้ ผมว่าหลักการนี้กลายเป็น norm ในการวางดิสคัฟเวอรี่ไซต์ หรือ disaster การทำระบบไอที ก็ห้ามไปทำรวมกัน รวมกันอยู่ถนนเดียวกันก็ไม่ได้ ต้องแยกจุด องค์การโทรศัพท์ องค์การสื่อสารฯ กระทรวงมหาดไทย ทุกคนก็ฟังพระราชดำรัสองค์นั้นมาด้วยกัน”

“เจริญรัฐ” ต้องหยุดนิ่งในการสนทนาเป็นระยะ เขาบอกว่าพระมหากรุณาธิคุณ และหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ต่อวงการธุรกิจโทรคมนาคมนั้น เขาไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ แต่นำมาสู่วัตรปฏิบัติต่อตัวเขาเอง และต่อครอบครัว รวมทั้งต่อบริษัทด้วย

“เราไม่กล้าคิดไม่ดี ทำไม่ดี ผมไม่เคยโกง ผมไม่เอา อีก 10 ปี อีก 5 ปี คุณมาถามผม ผมจะพูดอยู่อย่างนี้ เพราะผมจะพูดตรง ๆ ไม่มีทางพูดอย่างอื่น”

“เราก็ต้องเป็นผู้บริหารที่ดีก็แล้วกัน ไม่ขี้โกงใคร เป็นบริษัทที่พยายามจะคอนเซอร์เวทีฟ เหมือนที่ผมคิด เหมือนที่ผมพูดเสมอ ผมจะเป็นคนที่คอนเซอร์เวทีฟที่สุด ไม่โอ้อวด ผมอยู่เฉย ๆ มากกว่า ผมภูมิใจที่ส่วนตัวเราเป็นอย่างไร เราเป็นคนปฏิบัติมากกว่าโฆษณา”

ครอบครัว “วิไลลักษณ์” จึงเก็บความภูมิใจในพระมหากรุณาธิคุณ ไว้เป็นการส่วนตัวภายในบริษัท ไม่เคยเปิดเผยกับบุคคลภายนอกมาก่อน…ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

“ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่อยู่ดี ๆ เราไปพูดโชว์ ไม่ใช่ว่า โอ้โห advertise บริษัท นี่ไม่ใช่อย่างแรง เราได้เข้าเฝ้าฯในหลวง พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสว่า บริษัทสามารถทำโรงสีเล็ก ๆ ราคาถูก ๆ แล้วไปติดตั้งตามตำบล อำเภอ ให้ชาวนาสีข้าวขายเอง พระองค์ท่านเป็นห่วงชาวไร่ ชาวนา ครอบครัวเราก็นำความเรื่องนี้มาปรึกษากัน”

บ่อยครั้งที่มีพระราชปรารภ เรื่องปัญหาบ้านเมือง ผ่าน “เจริญรัฐ” สะท้อนพระอัจริยภาพ “พระองค์ท่านจะบอกทางเลือก ในการแก้ปัญหาอยู่ด้วยเสมอ”

“เจริญรัฐ” เล่าย้อนเหตุการณ์วันสวรรคต รัชกาลที่ 9 ซึ่งสถิตอยู่ในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

“ผมร้องไห้ once in ten years วันนั้นผมพูดกับพนักงานบริษัท ผมน้ำตาไหลเลย แปลกมากเลย แปลกใจตัวเอง ตื้นตันใจ ผมซาบซึ้ง นึกถึงเหตุการณ์หลายครั้ง หลายตอน เยอะแยะไปหมด ทั้งตอนที่ได้เข้าเฝ้าฯ ทั้งครอบครัว ทั้งตอนที่ทรงพระราชทานให้นำภรรยาและลูก ๆ เข้าเฝ้าฯ…และการเข้าเฝ้าฯ ครั้งสุดท้าย ที่หัวหิน”

“ในหลวงเป็นความฝันของเรา ครอบครัวเราเป็นแค่พ่อค้าธรรมดา แม้จะค่อนข้าง successful แต่ก็ไม่ได้เส้นใหญ่ ความฝันของเราได้เป็นแค่ความฝัน เมื่อเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายการรับใช้ ได้รับน้ำสังข์สมรสพระราชทาน และได้ประดับ ‘ตราพระครุฑพ่าห์’ เป็นตราตั้งเหนืออาคารบริษัท”


นี่คือความรู้สึกลึกสุดดวงใจ “เจริญรัฐ” ในฐานะปวงพสกนิกรชาวไทย