Academy Insights สร้างคนเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ-

ปัจจุบันการจัดตั้งอะคาเดมีในองค์กรเป็นเทรนด์ที่หลายบริษัทใช้เพื่อพัฒนาคนให้มีศักยภาพ และเชี่ยวชาญตามแบบฉบับขององค์กร ดังนั้นเพื่อสร้างแนวทางให้องค์กรไทยที่สนใจจะมีศูนย์การเรียนรู้ของตัวเอง สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม จึงจัดสัมมนาในหัวข้อ “Academy Insights สร้างคนอย่างไรให้ถูกใจองค์กร”

ทั้งนั้นเพื่อแชร์ประสบการณ์เชิงลึกโดยมี “ณรงค์ชัย พิสุทธิ์ปัญญา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (PTTPM) มาพูดถึงการพัฒนาบุคลากรให้ครบทุกด้าน โดยใช้องค์ความรู้ภายในจัดทำเป็นหลักสูตรต่าง ๆ “พีรเวท กิจบูรณะ” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาบุคลากร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส มาเล่าถึง AIS Academy และการทรานส์ฟอร์มเอชอาร์ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Digital Life Service Provider

“วีรพจน์ วิรุฬหะรัตน์” AVP of Corporate HR People Capability Development บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ที่มาพูดถึงการสร้างอะคาเดมีเพื่อตอบรับยุทธศาสตร์ Digital Centrality และ “กิจพัฒน์ ตระกูลเมฆี” ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนามิตรผล กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล และบริหาร บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด มาพูดถึงบทบาทของสถาบันมิตรผล ที่พัฒนาบุคลากรให้ปรับตัวจากธุรกิจน้ำตาลไปสู่ธุรกิจการผลิตชีวพลังงาน

“ณรงค์ชัย” กล่าวว่า กลยุทธ์องค์กรของกลุ่ม ปตท.ถ่ายทอดลงมาสู่บริษัทลูก เน้นเรื่องมั่นคง, มั่งคั่ง และยั่งยืน นอกจากนั้น วิสัยทัศน์ขององค์กรไม่ได้มาจากผู้บริหาร แต่เราให้พนักงานทุกคนมีส่วนในการสร้าง

“สิ่งสำคัญของการพัฒนาคนคือเรื่องของเจเนอเรชั่น เราต้องเข้าใจบุคลิกของคนแต่ละยุคถึงจะทำหลักสูตร และกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาพวกเขาได้จริง ๆ โดยงานด้านการพัฒนาคนจะอยู่ภายใต้ PM Academy และเพื่อสร้างคนให้ตอบโจทย์ธุรกิจในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ให้บริการด้านการค้าผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์ระดับโลก เราจึงเน้นการสอน 3 เรื่องที่เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ คือ การขายและการตลาด, ห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ นอกจากนั้น เรายังสร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันความรู้ ด้วยการนำความรู้ที่แต่ละคนได้จากการสัมมนานอกองค์กร มาเผยแพร่บนระบบ INTRANET ขององค์กรอีกด้วย”

“เรายังใช้หลัก 4-H ในการพัฒนาบุคลากร ประกอบด้วย Head ใส่ความรู้ในบุคลากร ให้พวกเขามีความเป็นผู้นำ คิดเป็น และเป็นมันสมองขององค์กร, Hands ลงมือทำ, Heart ใส่ใจ สามัคคี เคารพสังคม และ Health คนในองค์กรต้องมีสุขภาพใจและกายที่แข็งแรง”

ขณะที่ “พีรเวท” กล่าวว่า การที่ปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการลูกค้าที่เคยให้บริการการสื่อสารแบบเสียง และข้อมูล แต่ปัจจุบันเราเพิ่มการบริการดิจิทัล สื่อ และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ แต่สิ่งสำคัญที่จะมาตอบโจทย์การให้บริการของบริษัท คือ การปรับตัวของ HR ที่ต้องทันธุรกิจ เข้าใจเทคนิค และ HR จะอยู่ที่เดิมไม่ได้ จะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ

“ปีที่ผ่านมาเอไอเอสทำการทรานส์ฟอร์มเอชอาร์ ซึ่งมี AIS Academy เป็นส่วนหนึ่ง โดยเราต้องการสร้างให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ ไม่ได้แปลว่าเราจะสร้างการเรียนการสอนทั้งหมดในองค์กร แต่เราต้องการเพิ่มประสิทธิภาพองค์ความรู้ ด้วยการใช้ทั้งภายใน และภายนอกองค์กรด้วย”

“นอกจากนี้ เรายังร่วมกับทางสถาบันหลายแห่ง ผ่านวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT และ Harvard Business School เพื่อพัฒนาหลักสูตร Leadership Development รวมทั้งหลักสูตร AIS Creative Talents (ACT) ที่เป็นการเรียนรู้ร่วมกันของคนทุกลำดับชั้น เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มพูนศักยภาพของตัวเอง”

แต่สำหรับองค์กรที่มี 9 กลุ่มธุรกิจอย่างเซ็นทรัล กรุ๊ป “วีรพจน์” ยกตัวอย่างให้ฟังว่า กลุ่มธุรกิจของเราหลากหลายมาก อาทิ ห้างสรรพสินค้า, อาหาร, บ้าน, ออนไลน์, โรงแรม, ร้านอาหาร และอื่น ๆ จึงทำให้เรื่องการพัฒนาคน ต้องทำทั้งระดับองค์กร และระดับหน่วยงาน เพราะแต่ละส่วนงานต้องการคนที่มีทักษะไม่เหมือนกันเลย

“เราจึงแบ่งอะคาเดมีออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Digital Academy, Management Leadership Academy และ Functional Academy ซึ่งแต่ละอะเคเดมีจะทำการพัฒนาคนในแต่ละเรื่อง โดยมองเรื่องทิศทางของธุรกิจมาเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติที่ต้องการให้คนเป็นอย่างไร เช่น การเป็นศูนย์กลางของชุมชน, ตอบโจทย์คนทุกเพศ และวัย, ไม่ทำร้ายธุรกิจเดียวกัน หรือธุรกิจอื่น ๆ ในชุมชน และแบ่งปันความรู้ ดึงวัฒนธรรมท้องถิ่นมาอยู่ในธุรกิจ”

“จากนั้นจึงวิเคราะห์ว่า อะไรเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เราไปสู่ทิศทางธุรกิจทั้ง 4 ข้อได้ สิ่งที่พบคือการผลักดันประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน การปลูกฝังวัฒนธรรมการให้ความสำคัญกับลูกค้า การปรับองค์กรให้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับคู่แข่งเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของในหน่วยงาน และการพัฒนาสมรรถนะในการทำงานรอบด้าน ทั้งหมดนี้จะทำให้เราไปถึงเป้าหมาย”

เช่นเดียวกับ Global Player ธุรกิจน้ำตาลมิตรผล ซึ่ง “กิจพัฒน์” บอกว่า เมื่อองค์กรมีการปรับตัวไปสู่ธุรกิจการผลิตชีวพลังงาน โดยมีคนเป็นปัจจัยสำคัญ จึงมีการจัดตั้งสถาบันพัฒนามิตรผลเพื่อสร้างอนาคตให้กับธุรกิจ และสังคม โดยใช้รูปแบบ 70 : 20 : 10 เพื่อพัฒนาบุคลากร ซึ่ง 70 คือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 20 คือการเรียนรู้จากผู้อื่น และ 10 คือเรียนรู้จากห้องเรียน

“เราให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง โดยเนื้อหาจะแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ Learn to unlearn เรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้อื่น และตระหนักว่าตนเองไม่รู้อะไร และ Learn how to learn เสริมสร้างตนเองให้มีทักษะต่าง ๆ โดยทั้ง 2 ประเด็น เป็นการเรียนรู้ผ่าน 5 เครื่องมือหลัก ๆ คือ การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน, การสะท้อนกลับและให้ความคิดเห็น, การเรียนรู้จากการลงมือทำ, การใช้เกมการจำลอง และการแบ่งปันความรู้”

จึงนับเป็นการแบ่งปัน Best Practice ปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ รวมไปถึงขั้นตอนในการวางแผนพัฒนาคน และวิธีการสร้างคนในแบบที่องค์กรต้องการ เพื่อเป็นแนวทางให้กับองค์กรทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่พัฒนาทรัพยากรบุคคลของตัวเองให้มีศักยภาพทัดเทียมระดับสากล อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในอนาคต