ร้านค้าปลีกโคราชฝ่าวงล้อมทุนยักษ์ “หมอยาพลาซ่า” เฉือนกำไรน้อยเพิ่มโซนเฮลท์&บิวตี้-
ค้าปลีกท้องถิ่นโคราช “หมอยาพลาซ่า” ฮึดสู้ หลังยอดขายตกกว่า 20% ปรับโฉมทันสมัยหวังตีตลาดค้าปลีกในชุมชนแข่งแบรนด์ใหญ่ ชูกลยุทธ์เข้าใจ เข้าถึงคนท้องถิ่น ขายราคาถูก ได้กำไรน้อย อัดโปรโมชั่นตลอดทั้งปี เพิ่มฐานสมาชิก เตรียมขยายสาขาใหม่ พร้อมรีแบรนด์เป็น “ทูเดย์เซฟ” เห็นด้วยกับธงฟ้าประชารัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ต่อลมหายใจร้านค้าชุมชน ขณะที่โมเดิร์นเทรด ห้างยักษ์มีพื้นที่เปิดให้บริการมากกว่า 1 ล้านตารางเมตร
ปัจจุบันพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นสมรภูมิรบของค้าปลีกในทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มีทั้งค่ายเดอะมอลล์ เซ็นทรัล เทอร์มินอล 21 คลังพลาซ่ากลุ่มโมเดิร์นเทรด เช่น เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี แม็คโคร ก็ทุ่มทุนเปิดสาขาเพิ่มในตัวเมือง เพื่อดักกำลังซื้ออำเภอรอบนอก อีกทั้งเดินหน้าปูพรมเปิดสาขาร้านสะดวกซื้อเจาะลึกถึงระดับอำเภอ ตำบล และย่านชุมชน รวมถึงคอนวีเนี่ยนสโตร์ยักษ์ใหญ่เซเว่นอีเลฟเว่น ขณะที่ร้านค้าปลีกของทุนท้องถิ่น และโชห่วยต้องปรับตัวอย่างหนักรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
นายจักริน เชิดฉาย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หมอยาพลาซ่า จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านขายยาและมินิมาร์ต เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันตลาดค้าปลีกในจังหวัดนครราชสีมามีการแข่งขันอย่างรุนแรง ผู้ประกอบการโชห่วยหลายรายต้องหยุดและปิดกิจการ อีกทั้งในยุคนี้ไม่เพียงแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์ ทั้งเซเว่นอีเลฟเว่น โลตัสเอ็กซ์เพรส บิ๊กซีมินิมาร์ทที่เข้ามาเปิดสาขาทุกซอกซอยกระจายไปในชุมชนต่าง ๆ และเปิดสาขาติด ๆ กัน

จากการสำรวจพบว่า ในระยะทาง 1 กิโลเมตรมีร้านสะดวกซื้อเปิดมากกว่า 4-5 สาขา เป็นยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้ร้านค้าปลีกของคนในท้องถิ่นต้องล้มหายตายจาก โดยเฉพาะในตอนนี้เมืองโคราชเติบโตแบบก้าวกระโดด มีโมเดิร์นเทรดและห้างยักษ์ใหญ่ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าเข้ามาทุ่มทุนมหาศาล รวมพื้นที่เปิดให้บริการในโคราชมีมากกว่า 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ยอดขายตลอดทั้งปีที่ผ่านมาลดลง 10-20% ในส่วนของหมอยาพลาซ่าจึงต้องเร่งปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่ตัวโตกว่าให้ได้
“ค้าปลีกไซซ์เล็กได้รับผลกระทบทั้งยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาด เกิดการแข่งขันสูง โดยสรุปแล้วปัจจัยหลัก 2 อย่างที่ทำให้ยอดขายตกคือ เรื่องของเศรษฐกิจที่ไม่ดี และเรื่องคู่แข่งทางการตลาดมีมากขึ้น”
นายจักรินกล่าวต่อว่า ปัจจุบันหมอยาพลาซ่า หรือหมอยาพลาซ่าทูเดย์ มีสาขาอยู่ในเขตตัวเมืองย่านชุมชน จำนวน 11 สาขา แบ่งเป็นร้านขายยาและมินิมาร์ต 5 สาขา เป็นร้านขายยา-มินิมาร์ต และบิวตี้อีก 6 สาขา จุดแข็งคือ ร้านสะดวกซื้อที่เป็นร้านยา มีเภสัชกรให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือการไม่มีเภสัชกรอยู่ประจำร้าน จึงเป็นเรื่องยาก ทำให้การขยายสาขาทำได้ยาก
ดังนั้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้หันมาปรับปรุงร้านโมเดลใหม่เป็นมินิมาร์ตที่มีโซน “เฮลท์แอนด์บิวตี้” มากขึ้น มีโซนขายยาสามัญประจำบ้านที่สำคัญ แต่ไม่มีเภสัชกรประจำร้าน โดยใช้ชื่อว่า หมอยาพลาซ่าทูเดย์ และกำลังมีแผนที่จะเปิดสาขาใหม่อีก 1 สาขาในโซนชุมชนโคกสูง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 7-8 ล้านบาท บนพื้นที่ 300 ตารางเมตร ทั้งนี้อาจจะใช้แบรนด์ใหม่ชื่อ “ทูเดย์เซฟ” เพราะสาขาใหม่จะไม่มีเภสัชกรประจำร้าน จึงอาจจะไม่มีแผนกยา เป็นมินิมาร์ตและบิวตี้ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการสาขาที่ 12 ได้ภายในเดือนมกราคม 2561
“การปรับตัวของทุนท้องถิ่นเพื่อฝ่าวงล้อมทุนใหญ่ได้นั้น หมอยาพลาซ่ายึดคอนเซ็ปต์ เข้าใจ เข้าถึงคนท้องถิ่น ขายราคาถูก ได้กำไรน้อย และจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งซัพพลายเออร์ก็เข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายได้ในบางส่วน แต่ไม่มีรายการเสริมพิเศษ เป็นโปรโมชั่นที่มีอยู่แล้วตลอดทั้งปี แต่เราเน้นการปรับราคาสินค้าที่สามารถแข่งขันได้ ยอมมีกำไรน้อยลง เพื่อดึงลูกค้า ถ้าราคาสามารถแข่งขันได้ก็ต้องทำ เพื่อประคองเศรษฐกิจและรักษาตลาดไว้ให้ดี แต่จะให้ดีเท่าเดิมคงทำไม่ได้แล้ว ตอนนี้ต้องทำให้สามารถยืนอยู่ได้ และการจัดทำบัตรสมาชิกให้กับลูกค้า เพื่อเป็นการสะสมแต้มรับส่วนลด ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”
ในส่วนของโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย) ที่หมอยาพลาซ่าเข้าร่วมโครงการด้วยนั้น ถือเป็นโครงการที่ดี สามารถลดค่าครองชีพ เพิ่มคุณภาพชีวิต เป็นการเข้ามาช่วยเหลือทั้งประชาชนที่มีรายได้น้อย อีกส่วนได้เข้ามาช่วยร้านค้ารายเล็ก ถือว่ามาต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการ เป็นการกระจายรายได้ให้กับร้านค้าชุมชนได้เป็นอย่างดี ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 10%
สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ที่ขายดี จะเป็นสินค้าที่ใช้ในการครองชีพ เช่น ข้าวสาร ไข่ น้ำมันพืช น้ำตาล น้ำปลา แชมพู ช่วงแรกอาจจะมีปัญหาเรื่องของระบบเกิดการขัดข้อง แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ซึ่งเดือนแรกมีความต้องการสูง ทำให้สินค้าบางรายการไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้มีการเพิ่มสต๊อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการไว้แล้ว
“วันนี้เป็นเวลาที่ยากลำบาก รัฐบาลเข้ามาดูแลผู้ที่ยากลำบาก หามาตรการที่ทำให้เกิดความเข้มแข็ง เป็นโครงการที่ช่วยสังคมให้ดีขึ้น” นายจักรินกล่าว