เนรมิตคูโบต้า พาวิลเลียน โซลูชั่นเพื่ออนาคตเกษตรไฮเทค
ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิต ตลอดจนปัญหาขาดแคลนแรงงาน และนํ้าท่วมซํ้าซาก
“สยามคูโบต้า” ผู้นำธุรกิจด้านเครื่องจักรกลเกษตรในประเทศไทยมานานกว่า 48 ปี เข้าร่วมถ่ายทอดแนวทางการนำเทคโนโลยีและโซลูชั่นเพื่ออนาคตเกษตร อาทิ หุ่นยนต์ขนส่งอเนกประสงค์แห่งอนาคต แทรกเตอร์ทรงสูง ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น นำมาจัดแสดงครั้งแรกในไทย พร้อมรถปลูกผัก และระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ณ มหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี

ปัจจัยลบรุมเร้าเกษตรกร
นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ราคาน้ำมัน และปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเกษตรกรที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้เกิดปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก

ขณะเดียวกัน รายงานสำรวจและวิจัยระดับโลก McKinsey Global Farmer Insights ปี 2569 สำรวจความคิดเห็นและพฤติกรรมของเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรทั่วโลก สะท้อนว่าเกษตรกรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน อีกทั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรยังมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของเกษตรกร ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของสยามคูโบต้าที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อส่งมอบโซลูชั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย
แนวทางรับมือกับความท้าทายของภาคเกษตรจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการเร่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เป็น Smart Farmer เพราะหากมีบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการเกษตรเข้ามาต่อยอด ก็จะช่วยให้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ในภาคเกษตรเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
โชว์นวัตกรรม-โซลูชั่น 3 โซนหลัก
นางวราภรณ์กล่าวต่อว่า สำหรับการเข้าร่วมงานครั้งนี้ สยามคูโบต้าเป็นหนึ่งในภาคเอกชนจาก 16 องค์กรที่ได้เข้าร่วมจัดแสดงนวัตกรรมพืชสวนในโซนสวนองค์กร โดยจัดทำ KUBOTA Pavilion เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงผู้คน ธรรมชาติ องค์ความรู้ และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Seeding Future Makers ปลุกคนพันธุ์ใหม่ ปลูกอนาคตเกษตรให้ยั่งยืน” โดยนำจุดแข็งความพร้อมด้านเครื่องจักรกล เทคโนโลยี และองค์ความรู้มาถ่ายทอดแนวทางการนำเทคโนโลยีและโซลูชั่นการเกษตรไปใช้จริง โดยเน้นพืชมูลค่าสูงดอกไม้ ผัก และสมุนไพร ผ่าน 3 โซนหลัก

โซนแรก Seed of Innovation นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรแห่งอนาคต ไฮไลต์คือ “VERSATILE PLATFORM ROBOT : TYPE S” หุ่นยนต์ขนส่งอเนกประสงค์จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาภายใต้แนวคิดด้านอาหารและการเกษตร รองรับการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การดูแลแปลง และการจัดการทรัพยากร โดยได้รับรางวัล Best of Innovation ในหมวดผลิตภัณฑ์ Industrial Equipment and Machinery จากโครงการ CES Innovation Awards 2025 ในสหรัฐอเมริกา
หุ่นยนต์ดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ต้นแบบ ออกแบบระบบล้อทั้ง 4 ให้ทำงานอย่างอิสระต่อกัน สามารถเคลื่อนที่บนพื้นที่ที่มีระดับความสูงแตกต่างกันได้ รองรับพื้นที่เพาะปลูกที่เข้าถึงยาก โดยเฉพาะแปลงพืชมูลค่าสูงที่มีร่องปลูกเล็ก ซึ่งเครื่องจักรทั่วไปเข้าไปทำงานได้ยาก สามารถนำตะกร้าหรืออุปกรณ์บรรทุกผลผลิตเข้าไปวางในพื้นที่ดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ Type S ยังเป็นรถต้นแบบ อยู่ในขั้นตอนการทดสอบและพัฒนา ยังไม่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายจริง หากเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การใช้งานในอนาคตได้ ก็อาจพัฒนาต่อยอดเป็นหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย
ผุดเครื่องจักรลดภาระแรงงาน
นางวราภรณ์กล่าวต่อว่า สำหรับโซนที่สอง Seed of Productivity นำเสนอเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ลดภาระด้านแรงงาน เวลา และต้นทุน เน้นการใช้งานกับพืชมูลค่าสูง ทั้งผักและดอกไม้ มีเครื่องจักรสำคัญ 3 รายการ ได้แก่
“KUBOTA NAVI RIDER รุ่น NR23” แทรกเตอร์ยกสูงขนาด 23 แรงม้า ออกแบบสำหรับดูแลแปลงพืชมูลค่าสูง ระยะใต้ท้องรถสูง 65 เซนติเมตร ช่วยให้ตัวรถสามารถขับคร่อมร่องแปลงผักและดอกไม้ที่มีต้นพืชเจริญเติบโตอยู่ได้โดยไม่สัมผัสหรือสร้างความเสียหายให้กับต้นพืช สามารถปรับความกว้างของล้อให้เหมาะสมกับระยะปลูกของพืชแต่ละชนิด และมีระบบเลี้ยว 4 รูปแบบ เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน
“อุปกรณ์ต่อพ่วง B-MR-3RS2” เครื่องพรวนดิน ใส่ปุ๋ย กลบโคลน โดยสามารถติดตั้งอุปกรณ์ต่อพ่วงด้านหลังเพื่อใช้ดูแลแปลงได้หลากหลาย ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการแปลงได้สะดวกขึ้น
“รถปลูกผักคูโบต้า รุ่น KP202” เป็นเครื่องจักรสำหรับปลูกต้นกล้าที่เพาะเตรียมไว้แล้ว เพียงนำต้นกล้าใส่ไว้ในกระบะของตัวรถ จากนั้นระบบเครื่องจักรจะดูดและหย่อนต้นกล้าลงในแปลงทีละต้นเป็นแถวคู่ ช่วยให้การปลูกเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและแม่นยำ สามารถกำหนดระยะปลูกและวางแผนการเพาะปลูกได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปลูกดอกไม้ได้ด้วย โดยเฉพาะพืชมูลค่าสูงอย่างดาวเรืองและคัตเตอร์ ซึ่งเป็นพืชที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี
ทั้งนี้รถปลูกผัก KP202 มีจำหน่ายแล้ว ส่วนแทรกเตอร์รุ่น NR23 มีจำหน่ายแล้วในประเทศญี่ปุ่น แต่ยังไม่ได้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ การนำมาจัดแสดงครั้งนี้จึงเป็นการเปิดให้เกษตรกรเห็นถึงศักยภาพของเครื่องจักรที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดูแลพืชมูลค่าสูงในอนาคต
ชุดปั๊มน้ำโซลาร์ลดต้นทุน
ส่วนโซนที่สาม Seed of Sustainability นำเสนอการใช้ทรัพยากรในการทำเกษตรอย่างยั่งยืน “ปั๊มน้ำโซลาร์เซลล์ ตราช้าง” ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน พร้อมเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั้งน้ำบาดาล และน้ำผิวดิน รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ อาทิ งานเกษตรกรรม การปศุสัตว์ และประมง

นางวราภรณ์กล่าวว่า ช่วงปลายปีนี้จนถึงประมาณไตรมาส 1 ของปีหน้า มีการคาดการณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดความร้อนมากกว่าปกติ ทำให้น้ำระเหยเร็วขึ้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสำรองน้ำและบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช
ไฮไลต์คือ การควบคุมการให้น้ำผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ ระบบยังสามารถเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน เพื่อประเมินความต้องการน้ำของพืชแต่ละชนิด เมื่อพบว่าความชื้นในดินลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด เกษตรกรสามารถสั่งการระบบให้น้ำได้ทันที ช่วยให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างเหมาะสม
ปลุก ศก.อีสาน-ดันเกษตรอัจฉริยะ
นางวราภรณ์กล่าวต่อว่า การจัดแสดงทั้ง 3 โซนสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตร ตั้งแต่การใช้หุ่นยนต์และเครื่องจักรกล การเพิ่มความแม่นยำในการเพาะปลูก ไปจนถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยบริษัทต้องการให้ประชาชนทั่วไป คนรุ่นใหม่ เกษตรกร และผู้ประกอบการเกษตรได้เข้ามาเรียนรู้และเห็นถึงโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปต่อยอด
สำหรับประชาชนทั่วไป หรือคนที่ยังไม่เคยทำเกษตร แต่สนใจเข้าสู่ภาคการเกษตร จะได้เรียนรู้ความหลากหลายของพืชผัก สมุนไพร และไม้ดอก รวมถึงเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างการเกษตรกับชีวิตประจำวัน ตลอดจนโอกาสในการพัฒนาอาชีพ หรือก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ส่วนเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรจะได้เห็นแนวทางการนำเครื่องจักรกลและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บริหารต้นทุนและทรัพยากร ตลอดจนพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
“การร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมพืชสวนโลกในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร จังหวัดอุดรธานี สถาบันการศึกษา และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอัจฉริยะ ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”
ความหวังเกษตรกรยุคใหม่
นางวราภรณ์บอกอีกว่า หวังว่า KUBOTA Pavilion จะเป็นพื้นที่จุดประกายแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่และเกษตรกรมองเห็นโอกาสต่อยอดอาชีพและสร้างธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ตลอดจนส่งเสริมการสร้าง Smart Farmer เพราะการสร้างอนาคตภาคเกษตรที่มั่นคงต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาคน เพื่อร่วมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน
สำหรับ KUBOTA Pavilion เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น. ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 พร้อมจัดกิจกรรม Creative Workshops โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ การจัดสวนจิ๋ว เพนต์กระจก ทำถุงหอม จัดช่อผักดีไซน์ และสร้างสรรค์กรอบรูปจากมอส รวมถึงกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรับของที่ระลึกตลอดการจัดงาน
ทั้งนี้ มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life : Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) มีสวนจากนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนชั้นนำของไทย 16 สวน รวมถึงสวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน และไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น พร้อมนิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย