จุฬาฯ-โตโยต้า Ha:mo บริการแล้ว “รถยนต์ไฟฟ้า”-
มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยจำกัด และ เคอิจิ ยามาโมโต เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่นจำกัด และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท คอนเน็คเต็ด จำกัด ร่วมกับ รศ.ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ ธีระพงษ์ รอดประเสริฐ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม เปิดตัวการใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กร่วมกันภายใต้โครงการ “CU TOYOTA Ha:mo” ที่อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 19 ธันวาคม 2560
โตโยต้ามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์เพื่อสังคมไทยนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท และเรานำความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ เข้ามาในประเทศ จนกลายเป็นผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมและประสบความสำเร็จในการผลิตยานพาหนะที่ใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้คน โตโยต้ามองเห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาระบบส่งกำลังรถยนต์ทางเลือก รถยนต์ไร้คนขับ ตลอดจนแนวคิดเกี่ยวกับระบบการเดินทางที่รวบรวมเอาบริการทุกอย่างในด้านการขนส่งมาไว้ในโลกดิจิทัล (mobility-as-a-service) รวมถึงวิทยาการหุ่นยนต์
เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งนวัตกรรมอันก้าวหน้าเพื่อการคมนาคมของประชาชน ซึ่งเราเชื่อว่าไม่จำกัดอยู่เพียงแค่รถยนต์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเอาชนะอุปสรรคความท้าทายต่าง ๆ เพื่อสร้างความฝันให้กลายเป็นความจริง ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ของโตโยต้า เราสามารถเอาชนะขีดจำกัดต่าง ๆ ด้วยการพัฒนานวัตกรรม และด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จให้ได้ ที่สำคัญเรายังมุ่งมั่นที่จะท้าทายตัวเองในการทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้มาโดยตลอด แม้กระทั่งทุกวันนี้ที่อุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่โตโยต้าก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์รถยนต์ที่ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เคอิจิ ยามาโมโต กล่าวว่า “ทุกวันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากการเปลี่ยนแปลงด้านเครื่องยนต์และนวัตกรรมการขับขี่แบบไร้คนขับ ด้วยเหตุนี้เอง โตโยต้าจึงได้ประกาศแคมเปญ “Start Your Im-possible” เพื่อจุดประกายในความท้าทายให้เกิดการพัฒนาด้านการสัญจรเพื่อคุณและเพื่อคนทุกคน โดยเรามุ่งที่จะขับเคลื่อนสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการผลิตรถยนต์และคิดค้นพัฒนาแนวทางต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการคมนาคมสำหรับประชาชนและการขนส่งสินค้าต่าง ๆ ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“Ha:mo” ทางเลือกใหม่สัญจร
ด้วยระบบการคมนาคมสำหรับยุคหน้าอย่าง Ha:mo โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาในการเดินทางด้วยการเชื่อมต่อการคมนาคมโดยรถยนต์ส่วนบุคคลเข้ากับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ เพื่อให้การเดินทางสัญจรเป็นไปอย่างราบรื่นและปราศจากอุปสรรคต่าง ๆ โตโยต้าเชื่อว่าทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการคมนาคมได้คือ การให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กพิเศษให้ผู้คนสามารถใช้ร่วมกันเพื่อเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ โดยสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ระบบการเดินทางแบบ Ha:mo จึงถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น (ในโตโยต้าซิตี โตเกียว โอกายามา และโอกินาวา) ประเทศฝรั่งเศส (ในเมืองเกรโนเบิล) และล่าสุด วันนี้ คือที่กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่แรกที่โตโยต้าได้นำเอานวัตกรรมนี้มาใช้
มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวว่า “โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เดินหน้าเติบโตเคียงคู่สังคมไทยมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีจำนวนรถยนต์เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด ดังนั้นจึงมีการคิดค้นนวัตกรรมรถ Ha:mo นี้เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางสัญจรจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างอิสระเสรีและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด”
เคอิจิ ยามาโมโต กล่าวว่า “Ha:mo หมายถึง เครือข่ายการสัญจรที่สอดประสานกัน (harmoniousmobility network) เป็นอีกหนึ่งแนวทางเพื่อการแก้ไขปัญหาการคมนาคมที่โตโยต้าพัฒนาขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการรูปแบบการคมนาคมส่วนบุคคลเข้ากับการขนส่งมวลชน เช่น รถไฟและเครือข่ายรถบัสโดยสาร ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญกับปัญหาด้านการคมนาคมขนส่งหลายประการ ซึ่งส่งผลให้ผู้คนมากมายมีคุณภาพชีวิตลดลง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเพื่อแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในวันนี้โตโยต้า จึงภูมิใจที่จะเชิญชวนให้ประชาชนมาใช้บริการ CU TOYOTA Ha:mo ซึ่งเป็นความตั้งใจของเราที่จะส่งเสริมให้สังคมพัฒนาอย่างยั่งยืน และผลักดันให้ผู้คนในประเทศหันมาเปลี่ยนวิถีชีวิตกัน”
Ha:mo เบบี้อีวี

โครงการ “CU TOYOTA Ha:mo” ถือกำเนิดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในโอกาสครบรอบ 55 ปีของการก่อตั้งโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย โดยจะมีการทดลองระบบการใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กพิเศษร่วมกัน เพื่อวิ่งในระยะสั้น ๆ ภายในพื้นที่โดยรอบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนจากต้นทางไปยังจุดหมายปลายทางของผู้ใช้งาน
นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ กล่าวว่า “ในเบื้องต้น การศึกษาระบบ car sharing แบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกจะเรียกว่าช่วงพัฒนา ใช้เวลา 2 ปี ซึ่งมีรถให้บริการทั้งหมด 10 คัน และจะเพิ่มจำนวนรถอีก 20 คันในไตรมาส 2 ของปีหน้า รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 30 คัน หลังเสร็จสิ้นระยะแรก ทางโครงการจะทบทวนและสรุปผล เพื่อเข้าสู่ระยะที่สองในรูปแบบธุรกิจยั่งยืนอย่างเต็มตัว โดยจะเชิญชวนให้ผู้ที่มีความสนใจเข้าร่วมลงทุน เพื่อขยายการให้บริการออกไปในพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่อื่น ๆ
สำหรับพื้นที่ในการให้บริการในเบื้องต้น จะครอบคลุมบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้ง 2 ฝั่ง โดยเตรียมสถานีจอดรถไว้ทั้งหมด 12 สถานี พร้อมทั้งติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 10 สถานี และมีจำนวนช่องจอดรถให้บริการทั้งหมด 33 ช่องจอด ทำให้สามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการในการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า ทั้ง MRT ที่สามย่าน, BTS ที่สยามสแควร์และสนามกีฬาแห่งชาติ รวมถึงรถโดยสารประจำทางหลายสาย
กลุ่มเป้าหมายในการให้บริการคือ นิสิต อาจารย์ บุคลากร และประชาชนทั่วไป ผู้ใช้บริการจะต้องสมัครเป็นสมาชิกของโครงการผ่านระบบออนไลน์ หรือมาสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานโครงการ ณ ชั้น 1 อาคารมหิตลาธิเบศรแห่งนี้ โดยมีค่าสมาชิก 100 บาท ซึ่งโครงการจะคืนกลับในรูปแบบคะแนนสะสม สามารถนำมาแลกใช้บริการได้ เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม เก็บค่าบริการที่ 30 บาทต่อครั้งสามารถใช้รถได้ 20 นาที เกินจากนั้น คิดค่าบริการเพิ่มนาทีละ 2 บาท โดยชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งในรูปแบบบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตของทุกธนาคาร โดยผู้ใช้สามารถจองใช้งานและชำระค่าใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว สามารถสอบถามรายละเอียดได้ทางคอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2305-6733
นอกจากนี้ยังได้จัดทำเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลสู่สาธารณะผ่านทาง www.cutoyotahamo.com และช่องทางเฟซบุ๊ก “cutoyotahamo” จำนวนผู้สมัครเป็นสมาชิกในโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 300 คน จำนวนการใช้งานสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ที่เริ่มเปิดให้บริการคิดเป็นค่าเฉลี่ย 45 ครั้งต่อวัน เกินเป้าหมายที่กำหนด 40 ครั้ง/วัน โดยในแต่ละวันมีความต้องการใช้งานหนาแน่นในช่วงเวลา 11.00-13.00 น. และ 15.00-17.00 น. ทางโครงการจะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้วางแผนการบริหารจัดการเพื่อเคลื่อนย้ายรถไปยังสถานีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการตามช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม