ตลาดขึ้นไม่ไกล แต่ลงไม่ลึก ต้องเลือกซื้อ เพื่อสร้างผลตอบแทน

SET
คอลัมน์ : เติมความคิด พิชิตการลงทุน
ผู้เขียน : เอกภาวิน สุนทราภิชาติ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

สวัสดีครับ ท่านนักลงทุน SET ปรับขึ้นเหนือ 1,600 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากกําไรสุทธิ 2Q65 ที่โดดเด่นของตลาด อยู่ที่ 3.47 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% YOY (ต่อปี) และ 36.1% QOQ (จากไตรมาสก่อน) ทำให้มีการปรับกำไรของตลาดในปี 2565 เพิ่มขึ้น 6.24%

เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่ปรับขึ้น 3.75%, 3.03% และ 2.93% ตามลำดับ ตรงข้ามกับเกาหลีใต้ มาเลเซีย และจีน ปรับประมาณการกำไรปีนี้ลง 4.29%, 1.79% และ 1.64% ตามลำดับ และอีกปัจจัยหนุน คือ ทิศทาง fund flow ไหลเข้า

โดยในเดือน ส.ค.ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ 5.7 หมื่น ลบ. เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ซื้อสุทธิ 4.7 พันล้านบาท

ทั้งนี้ ล่าสุด SET เคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1,610-1,650 จุด และมองแนวโน้มข้างหน้า มี upside ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมองตลาดมีความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1) นโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางที่ตึงตัว จากการต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ

2) ผลกระทบการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก เนื่องจากนโยบาย Zero COVID ทำให้จีนต้องกลับมาล็อกดาวน์เมืองสำคัญ อาทิ เฉิงตูและเสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นฐานการผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น

3) วิกฤตพลังงานในยุโรป หลังรัสเซียยืนยันระงับส่งก๊าซผ่านท่อนอร์ดสตรีม 1 ให้ยุโรปจนกว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และ 4) ติดตามปัจจัยการเมือง กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้มองดัชนีมี upside จำกัด และมีความเสี่ยงต่อแรงขายทำกำไร อย่างไรก็ตาม ด้าน downside มองโอกาสที่ตลาดจะลงลึก หรือลงหลุดต่ำกว่าจุดต่ำเดิมบริเวณ 1,517 จุด มีโอกาสน้อย เนื่องจากแม้มองว่านโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางต่าง ๆ ยังตึงตัว

อย่างไรก็ตาม จากการที่มีการเร่งขึ้นดอกเบี้ยไปในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ภาพข้างหน้า คาดว่าบรรดาธนาคารกลางจะเปลี่ยนจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นการขึ้นดอกเบี้ยแบบมีอัตราเร่งลดลง โดยเฉพาะ Fed (ธนาคารกลางสหรัฐ) ที่มองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึง 20-21 ก.ย.

จะขึ้นดอกเบี้ยแบบมีอัตราเร่งระดับ 0.75% เป็นครั้งสุดท้าย และการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป มีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยด้วยอัตราเร่งที่ลดลงอยู่ที่ระดับ 0.50% หรือ 0.25% เนื่องจากมองอัตราเงินเฟ้อสหรัฐได้ผ่านจุดพีกไปแล้วตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

ดังนั้น จะเห็นว่า ลักษณะการเคลื่อนไหวของ SET จะเป็นแบบสะวิงขึ้นลงในกรอบ โดยคาดกรอบจะอยู่ในระหว่าง 1,570-1,670 จุด ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมที่สุด ยังเป็นการ selective buy หรือเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยโดดเด่น เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตลงทุน ในภาวะที่ดัชนี SET หรือผลตอบแทนของตลาดโดยรวม ไม่ได้มากนัก

Advertisement

โดยกลุ่มที่ผมอยากแนะนำ ได้แก่ 1) กลุ่มหุ้น defensive ที่ผลประกอบการอิงเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศ เลือก BJC, HMPRO, ZEN, HTC และ ADVANC 2) กลุ่มหุ้นที่คาดได้อานิสงส์บาทอ่อน รวมทั้งได้ประโยชน์กลุ่มประเทศตะวันออกกลางมีกำลังซื้อและเศรษฐกิจเติบโตดี เลือก CPF, GFPT และ BDMS

ขณะที่กลุ่มหุ้นที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือเพิ่มความระมัดระวังการลงทุน โดยเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยลบกดดันผลประกอบการ และ/หรือ ราคาหุ้น ดังนี้ 1) กลุ่มหุ้นที่คาดได้รับผลกระทบจากปัญหา supply chain หลังจีนกลับมาล็อกดาวน์เมืองเฉิงตูและเสิ่นเจิ้นอีกครั้ง

ซึ่งเป็นฐานการผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ มีโอกาสส่งผลกระทบเชิงลบต่อคำสั่งซื้อและการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องจากบริษัทผู้ผลิตในไทย

และ 2) หุ้นท่องเที่ยวหลังมองราคาหุ้นปรับขึ้นมาแรงแล้ว ขณะที่ล่าสุดอาจได้รับ sentiment ลบจากจีนกลับมาล็อกดาวน์เมืองใหญ่อีกครั้ง…แล้วพบกันใหม่ ในคอลัมน์ฉบับหน้า ด้วยรัก และหวังดี