เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ttb เปิดตัว “สินเชื่อรถแลกเงิน” คิดดอกเบี้ยจากคะแนนเครดิต เริ่มต้น 11.11% ต่อปี
Finance ttb เปิดตัว “สินเชื่อรถแลกเงิน” คิดดอกเบี้ยจากคะแนนเครดิต เริ่มต้น 11.11% ต่อปี
ผู้จัดการใหญ่ทีทีบี ชี้คะแนนเครดิต ช่วยป้องกัน “การบิดหนี้”
Finance ผู้จัดการใหญ่ทีทีบี ชี้คะแนนเครดิต ช่วยป้องกัน “การบิดหนี้”
เจาะสถิติ 5 ปี หนี้เสียคนไทย จากยุคโควิดสู่ข้อเท็จจริงระบบการเงิน รับกระแส “บิดหนี้”
Finance เจาะสถิติ 5 ปี หนี้เสียคนไทย จากยุคโควิดสู่ข้อเท็จจริงระบบการเงิน รับกระแส “บิดหนี้”
เปิดอำนาจ 19 อรหันต์ บอร์ด Data Center คุมน้ำ-ไฟ-รักษาอธิปไตยข้อมูลของประเทศ
Politics เปิดอำนาจ 19 อรหันต์ บอร์ด Data Center คุมน้ำ-ไฟ-รักษาอธิปไตยข้อมูลของประเทศ
ราคาทองวันนี้ (5 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,050 บาท
ผลประกอบการ SpaceX หลังเข้า IPO ขาดทุน 1.7 หมื่นล้านบาท
Business ผลประกอบการ SpaceX หลังเข้า IPO ขาดทุน 1.7 หมื่นล้านบาท
ก.ล.ต. หอบหลักฐานเพิ่ม ส่ง ปอศ. คดี Bitkub รายงานเท็จปกปิดเหตุแฮ็ก 1.7 พันล้าน
Finance ก.ล.ต. หอบหลักฐานเพิ่ม ส่ง ปอศ. คดี Bitkub รายงานเท็จปกปิดเหตุแฮ็ก 1.7 พันล้าน
หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ ขายผ่านแอปฯเป๋าตัง ดอกเบี้ย 3.70-3.80% ต่อปี ดีเดย์ 27 ส.ค.นี้
Finance หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ ขายผ่านแอปฯเป๋าตัง ดอกเบี้ย 3.70-3.80% ต่อปี ดีเดย์ 27 ส.ค.นี้
จัดเวทีธุรกิจไทย-เมียนมา รับ “มิน อ่อง หล่าย” เยือนไทย
Biz Movement จัดเวทีธุรกิจไทย-เมียนมา รับ “มิน อ่อง หล่าย” เยือนไทย
กกร.ปรับเพิ่ม GDP ไทย ปี’69 โต 1.6-2% ส่งออกพุ่ง 8-10% รับแรงหนุนสินค้าเทค-AI
Economic กกร.ปรับเพิ่ม GDP ไทย ปี’69 โต 1.6-2% ส่งออกพุ่ง 8-10% รับแรงหนุนสินค้าเทค-AI
ดูทั้งหมด

แบงก์สุดอั้นจ่อขึ้นดอกเบี้ย ลุ้น กนง.ขยับอีก 0.25% สู้บาทอ่อน

24 ก.ย. 2565 | 07:30น.
แบงก์ชาติ ธปท

แบงก์เล็ก-ใหญ่จ่อชักแถวขึ้นดอกเบี้ย 2 ขา “ฝาก-กู้” หลังประชุม กนง. 28 กันยาฯนี้ คาดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู้บาทอ่อน-เงินเฟ้อ ขณะที่เฟดรัวขึ้นดอกเบี้ยทิ้งห่างไทย กดดันเงินไหลออก-บาทอ่อนทะลุ 37 บาท KKP ห่วง 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทยเตือนมรสุมใหญ่ปีหน้าเงินเฟ้อสูงค้าง กสิกรไทยชี้บาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบ 38 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อ 21 กันยายนที่ผ่านมาได้มีมติขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 3-3.25% สูงสุดนับจากปี 2008 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ทะยานสูง ขณะเดียวกันคาดการณ์รายบุคคลหรือ dot plot บ่งชี้ว่า ภายในสิ้นปีนี้มีเป้าหมายจะขึ้นดอกเบี้ยไปอยู่ที่ 4.40% จึงมีโอกาสที่จะเห็นเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในอัตราสูง 0.75% อีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป และมีแนวโน้มว่าปีนี้ดอกเบี้ยสหรัฐจะขึ้นไปอยู่ที่ 4.6%

กดดันเงินไหลออก

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% รอบล่าสุดทำให้มีความห่างจากดอกเบี้ยนโยบายของไทยมากยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนว่าเฟดวิ่งขึ้นบันไดทีละ 2-3 ขั้น รวมถึงประชุมปีละ 8 ครั้ง ขณะที่การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของไทยเป็นไปอย่างช้า ๆ มีประชุมแค่ปีละ 6 ครั้ง แถมยังเดินขึ้นทีละขั้น ทำให้ดอกเบี้ยยิ่งห่างออกไป แรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนก็ยิ่งมากขึ้น

“ตอนนี้ดอกเบี้ยห่างกันมาก ไม่เคยห่างแบบนี้เลย ส่งผลอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ของสหรัฐ อายุ 2 ปี ขึ้นไป 4% ขณะที่ของไทยแค่ 1% กว่า ซึ่งทำให้โอกาสที่เงินจะไหลออกมีมากขึ้น และทางเดียวที่เงินจะไม่ออกไปก็คือ ต้องเชื่อว่าบาทจะแข็งค่าขึ้น หากดอกเบี้ยเราไม่ขยับตาม ค่าเงินก็จะอ่อนลง”

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า บางคนอาจจะมองว่า เมื่อนักท่องเที่ยวกลับมา สถานการณ์ค่าเงินบาทจะดีขึ้น เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะเป็นบวกได้ อย่างไรก็ดีหากดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้เป็นบวกมาก ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐกับไทยห่างกันมาก ๆ ก็อาจจะเอาไม่อยู่

“ต้องถามว่า เราทนเห็นเงินบาทอ่อนค่าไปได้ขนาดไหน ตอนนี้ก็เริ่มมีแรงกดดันจากทางการเมืองเรื่องค่าเงินแล้วด้วย แต่การจะให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น คงไม่ใช่การเข้าไปแทรกแซง เพราะจะทำให้ทุนสำรองลดลง”

กนง.เสียงแตกขึ้น ดบ. 0.25%

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐอย่างน้อยคงปรับขึ้นไปตามที่เฟดส่งสัญญาณ คือ 4.6% ส่วนดอกเบี้ยไทยก็มีโอกาสที่ ธปท.จะกลับลำว่าสุดท้ายอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิมที่คาดไว้ขึ้นครั้งละ 0.25% อย่างไรก็ดีจาก ธปท.สื่อสารก็คือ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่การประชุม กนง.รอบนี้ก็น่าจะเห็นเสียงแตก

“ถ้าแรงกดดันจากค่าเงินเยอะขึ้น แรงกดดันจากเงินเฟ้อเยอะ ก็มีโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% แต่คงไม่ใช่ในการประชุมรอบนี้ เพราะจะทำให้ตลาดตกใจ รวมถึงตอนนี้เงินบาทที่อ่อนค่า ยังเป็นการอ่อนค่าสอดคล้องไปกับภูมิภาค” ดร.พิพัฒน์กล่าว

ประเด็นคือเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่ามาก และจะขึ้นอีกอย่างน้อย 1.25% ในช่วงที่เหลือปีนี้ ก็ทิ้งเราห่างมากขึ้นอีก ขณะที่วันนี้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 0.75% เหลือการประชุมอีก 2 ครั้ง ก็จะขึ้นอีก 0.50% สิ้นปีก็ 1.25% ขณะที่ดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 4.40% ส่วนต่างก็มากขึ้นก็จะเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินมากขึ้นไปอีก ซึ่งก็กำลังดูว่า ปีนี้เงินบาทอาจจะอยู่อย่างนี้ ไม่กลับมาแข็งค่าขึ้นก็ได้

ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า เงินเฟ้อของไทยน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ประเด็นคือจะลดลงยาก เพราะมีการตรึงราคาพลังงานไว้มาก ทั้งราคาน้ำมันดีเซล ค่าไฟฟ้า รวมถึงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทย-สหรัฐที่ทำให้ค่าเงินอ่อน และแรงกดดันจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน

รอบนี้แบงก์ขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน

ส่วนการปรับดอกเบี้ยของสถาบันการเงินนั้น ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ กนง.รอบนี้ สถาบันการเงินต้องมีการส่งผ่านดอกเบี้ยไปยังตลาดแน่นอน หลังจากรอบที่แล้วธนาคารมีการตรึงดอกเบี้ยไว้ ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยคงปรับ 2 ขา ทั้งเงินฝากและเงินกู้ และน่าจะขึ้นไม่เกิน 0.25%

“คือแบงก์ก็ทำธุรกิจ ไม่ได้ทำการกุศล ถ้าต้นทุนขยับขึ้นเขาก็ต้องส่งผ่าน แต่ส่งไปถึงตรงไหน ลูกหนี้รับได้ไหม เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ส่วนประเด็นที่ให้แบงก์เพิ่มเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ต้นปีหน้า เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาคงมีการต่อรองกัน เพื่อชะลอการปรับขึ้นอัตราเงินนำส่ง”

เตือนมรสุมใหญ่ปีหน้า

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลในช่วงที่เหลือของปีนี้ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย แต่หากปลายปียังมีสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง ค่าตั๋วเครื่องบินแพง แล้วนักท่องเที่ยวไม่มา หรือเศรษฐกิจโลกชะลอ ทำให้ท่องเที่ยวกลับมาน้อยกว่าคาดก็น่าจะเหนื่อย อย่างไรก็ดีตอนนี้ยังคาดว่าการท่องเที่ยวจะกลับมา และจะเป็นแรงส่งที่ค่อนข้างดี

สอง ห่วงเศรษฐกิจโลก ที่มีโอกาสชะลอพร้อม ๆ กันในช่วงไตรมาส 1-2 ปีหน้า ทั้งยุโรป อเมริกา รวมถึงจีน ที่ตอนนี้เป็นความหวังเดียว หากเศรษฐกิจโลกไม่ดีก็จะกระทบท่องเที่ยวไทย และอาจทำให้การส่งออกของไทยติดลบไปด้วย

“ตอนนี้เรามองว่า อาจจะเห็นการส่งออกติดลบในปีหน้า ฉะนั้นจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นช้าอยู่แล้ว เจอมรสุมใหญ่เลยในปีหน้า และ สาม เงินเฟ้อ ที่หากติดลมบน เพราะนโยบายการแก้ปัญหาเงินเฟ้อช้าเกินไป ก็จะยิ่งเหนื่อย” ดร.พิพัฒน์กล่าว

บาทเสี่ยงอ่อนค่าแตะ 38 บาท

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในระยะสั้นภายใน 1 เดือน จะเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยอาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าไปทดสอบอยู่ที่ระดับ 38.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งปัจจัยหลักประมาณ 94% มาจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และค่าเงินยูโรเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้า-ไหลออก

ทั้งนี้ สกุลเงินที่อ่อนค่าสุดคือ “เงินเยน” เทียบดอลลาร์นับแต่ต้นปี-ปัจจุบันอ่อนค่าไปแล้ว 19% ส่วนไทยอ่อนค่าราว 10.6% ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ส่วนประเทศที่อ่อนค่าน้อยกว่าประเทศอื่น เช่น ฮ่องกง อ่อนค่าเพียง 0.67% สะท้อนว่าดอลลาร์แข็งค่ากว่าทุกสกุลเงิน

ขณะเดียวกันการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ล่าสุด 0.75% ซึ่งปัจจุบันเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 3% และคาดว่าจะปรับขึ้นต่อเนื่อง เป็นการสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินและธนาคารกลางทุกประเทศที่จะต้องทยอยปรับดอกเบี้ยตาม ซึ่งทุกการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด 0.25% จะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าราว 38 สตางค์

กนง.ปรับขึ้น ดบ.3 ครั้งติด

เช่นเดียวกับไทยที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ว่าความพร้อมทางเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวก็ตาม เพื่อสกัดเงินเฟ้อและต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยลดการอ่อนค่าของเงินบาทที่จะมีผลต่อภาคการนำเข้า โดยธนาคารกสิกรไทยมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งติดภายในปีนี้ จากเดิมคาดว่าจะขึ้นเพียง 2 ครั้ง ซึ่งการประชุม 2 ครั้งที่เหลือในเดือน ก.ย.และ พ.ย. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ต่อปี ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีจะอยู่ที่ 1.25%

“ความเสี่ยงที่ค่าเงินผันผวนสูงขึ้นหลังรับรู้การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยภายใน 1 เดือนข้างหน้าอาจเห็นเงินบาทเคลื่อนไหว 36.50 บาท และขึ้นไปทดสอบถึง 38 บาทต่อดอลลาร์ได้ แต่หลังจากสิ้นปีมีโอกาสลงมาซื้อขายในกรอบ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ ภายใต้การท่องเที่ยวที่จะเข้ามาช่วยเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัด และลุ้นจุดยืนว่าเฟดจะเปลี่ยนมุมมองหรือไม่ และกลับมาให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจถดถอยแทน เพราะตอนนี้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดดุเดือดจนสร้างปัญหาให้กับธนาคารกลางอื่น ๆ เหมือนให้ยาที่มีผลร้ายมากกว่าโรคที่เปรียบเหมือนเงินเฟ้อ”

แบงก์จ่อขึ้นดอกเบี้ย

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ttb เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารอาจต้องรอดูสัญญาณจากการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายนนี้ อย่างไรก็ดี ธนาคารทีทีบีหรือทั้งระบบในท้ายที่สุดจะต้องพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย เพราะการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อล่าช้าออกไป

โดยการปรับดอกเบี้ยจะเป็นการปรับขึ้นทั้ง 2 ขา ทั้งเงินฝากและเงินกู้ แต่ทุกธนาคารจะพยายามทำให้การส่งผ่านดอกเบี้ยกระทบต่อลูกค้ากลุ่มเปราะบางให้มีผลน้อยที่สุด เช่น ลูกค้ากลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องผ่อนชำระค่างวดเป็นเวลานาน ธนาคารทั้งอุตสาหกรรมก็พยายามจะไม่ให้ปัจจัยดอกเบี้ยซ้ำเติมลูกค้ามากนัก แต่ขณะเดียวกันต้นทุนของธนาคารเพิ่มขึ้น จึงต้องหาทางบริหารให้สมดุล

ดูแลกลุ่มรายได้น้อย

นายปิติกล่าวว่า ในส่วนของการปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) กลับไปอยู่ในระดับเดิม 0.46% เป็นเรื่องที่สมาคมธนาคารไทยและสมาชิกพูดคุยกันอยู่ เพราะอีกด้านจะเป็นการชะลอจ่ายชำระหนี้ให้ล่าช้าออกไป แต่อีกฝั่งจะเป็นต้นทุน จึงต้องพิจารณาให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

“ท้ายที่สุดแบงก์ต้องปรับขึ้น และคงพิจารณาไม่นานหลัง กนง.ส่งสัญญาณครั้งนี้ เนื่องจากภาพใหญ่ดอกเบี้ยยิ่งห่างน้ำก็จะไหลออกจากระบบ แต่ทั้งอุตสาหกรรมธนาคารพยายามให้กระทบกลุ่มรายได้น้อย กลุ่มเปราะบางน้อยที่สุด ส่วนรายใหญ่ไม่ได้อ้างอิงดอกเบี้ย M Rate อยู่แล้ว เป็นการกู้เงินระยะสั้น ซึ่งต้นทุนเขาปรับขึ้นไปแล้ว”

ขณะที่นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในส่วนอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกสิกรไทยนั้น อาจจะต้องขอดูผลการประชุมของ กนง.วันที่ 28 ก.ย.นี้ ว่าจะออกมาเท่าไรก่อน ธนาคารจะมีการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ขึ้นดอกเบี้ยฝากประจำ

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยของธนาคาร จะพิจารณาจากสัญญาณของ กนง.และธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เชื่อว่าทุกธนาคารไม่อยากปรับขึ้น แต่การส่งสัญญาณนโยบายการเงินจำเป็นต้องส่งผ่านเข้าระบบเพื่อจะปราบอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตามหลักการจะปรับขึ้น 2 ขา แต่การขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากจะเป็นการขึ้นในส่วนของเงินฝากประจำ (Fixed) และจะยังไม่ได้ปรับขึ้นในส่วนของเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (CASA) ที่มีสัดส่วนถึง 60% และการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ไม่จำเป็นต้องเท่ากับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) จะเป็นการทยอยปรับเพื่อช่วยเหลือและประคองลูกค้า

อย่างไรก็ดี ในประเด็นเงินบาทอ่อนค่า มองว่าไม่ใช่ปัจจัยส่วนต่างดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่หลังจากเปิดเมือง การท่องเที่ยวกลับมาขยายตัว ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยพลิกกลับมาเป็นบวกได้ แม้ว่าดอกเบี้ยไทยและสหรัฐจะกว้างมากขึ้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจแข็งแรง นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เชื่อว่าเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) จะไม่ได้ไหลออกมาจากส่วนต่างดอกเบี้ย และ ธปท.พยายามติดตามอย่างใกล้ชิด

“ทิสโก้เป็นธนาคารเล็ก จะดูตามการส่งสัญญาณของตลาด ดูการเคลื่อนไหวของแบงก์ใหญ่ เชื่อว่าทุกคนคงไม่อยากขึ้น แต่ไม่ส่งผ่านดอกเบี้ยเลยก็จะไม่มีการปราบเงินเฟ้อ แต่สิ่งที่ห่วงและมีผลกระทบมากกว่าดอกเบี้ย คือ FIDF ที่ปัจจุบันลดเหลือ 0.23% และจะปรับขึ้นในต้นปีหน้า จะมีการส่งผ่านต้นทุนไปยังสินเชื่อทันที ซึ่งต้นทุนจะปรับขึ้น 0.40-0.60% ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดู”

ธอส.ยอมสูญพัน ล.ตรึง ดบ.ถึงสิ้นปี

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธอส.ยืนยันจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้าจนถึงปลายปี 2565 นี้ แม้ กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากธนาคารต้องการแบ่งเบาภาระให้กับประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล แม้จะทำให้ธนาคารรายได้หายไปกว่า 1,900 ล้านบาทก็ตาม

อย่างไรก็ดี ในปี 2566 ธนาคารจะทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับตลาด โดยจะทยอยปรับตารางผ่อนในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2566 ซึ่งหากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.25% ลูกค้าจะได้รับผลกระทบหลักพันบัญชี แต่หากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 0.50% จะมีลูกค้าได้รับผลกระทบหลักหมื่นบัญชี แต่ธนาคารยังบริหารจัดการได้ เนื่องจากลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเป็นลูกค้าเงินกู้ต่ำกว่า 2 ล้านบาท การปรับอัตราชำระหนี้ก็จะไม่ได้เพิ่มสูงมาก

โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจะมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ลูกค้าใหม่ที่จะกู้ได้วงเงินน้อยลง เนื่องจากต้องเสียดอกเบี้ยมากขึ้น 2.ลูกหนี้ที่เป็น NPL และอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ อาจจะมีภาระผ่อนมากขึ้น และ 3.ลูกหนี้ปัจจุบันที่อาจมีภาระการผ่อนชำระต่องวดมากขึ้น

“ขอให้ลูกค้าเข้าใจ อย่าแพนิกเกินไปเมื่อดอกเบี้ยขึ้น และแนะนำให้ไปดูสัญญาเงินกู้ของตัวเองว่าเป็นอย่างไร หากเป็นสัญญาเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยคงที่ เช่น บ้านล้านหลัง ก็จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะอัตราดอกเบี้ยยังคงที่นานถึง 4 ปี แต่หากเป็นเงินกู้ผูกกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง อาจจะได้รับผลกระทบบ้างสำหรับลูกหนี้ที่มีวงเงินสูง อย่างไรก็ดี ธอส.มีนโยบายที่จะดูแลลูกหนี้ให้มากที่สุด เพราะมีการคำนวณเงินงวดที่มีความยืดหยุ่นรองรับไว้แล้วมากกว่าธนาคารทั่วไป”

คลังถก ธปท.รับมือค่าบาท

ขณะที่เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้มีการหารือร่วมกับ ธปท.เพื่อติดตามสถานการณ์ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีก 0.75% เฟดตั้งเป้าว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นไปอีก 4-4.5% ดังนั้นหลายประเทศรวมถึงไทยต้องติดตามว่าการขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง จะส่งผลอย่างไร ในส่วนของประเทศไทยก็ต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ส่วนการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ธปท.จะเป็นผู้พิจารณาเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ดีในการหารือกันได้ให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลักในการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ได้แก่ 1.อัตราเงินเฟ้อ โดยจะต้องดูว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะมีผลต่อเงินเฟ้อ และมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน 2.การขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่ง ธปท.จะต้องมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้แบบปกติ และ 3.เงินทุนเคลื่อนย้าย โดยช่วงที่ผ่านมามีเงินทุนไหลออกบ้าง แต่ยังไม่ถือว่าผิดปกติ ซึ่ง ธปท.ก็มีการติดตามอย่างใกล้ชิด

“3 ปัจจัย เงินเฟ้อ-การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการเคลื่อนย้ายของเงินทุน จะให้น้ำหนักในเรื่องใดมากกว่ากัน เป็นหน้าที่ของ กนง. และ ธปท.ที่จะเป็นผู้พิจารณา แต่ยืนยันว่ากระทรวงการคลังและ ธปท.ก็มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์มีความผันผวนมาก ธปท.ก็จะเข้าไปดูแล”

ธุรกิจรับมือต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่ม

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีที่ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 16 ปี โดยแตะทะลุ 37 บาทกว่าต่อดอลลาร์สหรัฐนั้น สะท้อนว่ามีเงินทุนไหลออก เนื่องจากสหรัฐมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และความต่างของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นยังดึงดูดเม็ดเงินจากประเทศต่าง ๆ ให้ไหลเข้าสหรัฐ ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนี้ก็ยังถือว่าไม่อ่อนเกินไปหากเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ และไทยก็ไม่ได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันเท่าไรนัก เพราะประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ก็มีการอ่อนค่าลงเช่นกัน

แต่ทั้งนี้ต้องจับตาความเคลื่อนไหวของเฟดอย่างใกล้ชิด ที่มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ คาดว่าจะทำให้ดอกเบี้ยจะขึ้นไปถึง 4.5% ซึ่งจะกดดันให้ค่าเงินของประเทศต่าง ๆ อ่อนค่าลงอีก รวมถึงประเทศไทย ขณะที่ของไทยก็จะมีการประชุมที่เหลืออีก 2 ครั้งเช่นกันซึ่งคาดว่าจะขยับดอกเบี้ยขึ้นประมาณ 0.5% แน่นอนว่าภาคเอกชนและประชาชนจะต้องมีการปรับตัว เพราะเมื่อเศรษฐกิจในประเทศเริ่มดีขึ้นแล้ว ก็จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยตามมา ซึ่ง ธปท.เองก็สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยนี้เป็นเครื่องมือควบคุมไม่ให้บาทอ่อนจนเกินไป เชื่อว่าปลายไตรมาสที่ 4 ค่าเงินบาทจะเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ในกรอบ 36.5-37.0 บาท

ภาคธุรกิจเผชิญกับต้นทุนทางธุรกิจที่สูงขึ้นหลาย ๆ เรื่อง อาทิ ราคาพลังงาน วัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน รวมไปถึงปัญหาเงินเฟ้อ ช่วงเวลาต่อจากนี้อาจจะต้องเตรียมใจรับกับวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเพิ่มเติม แต่ก็เชื่อว่าช่วงเวลาการขึ้นดอกเบี้ยนั้น เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศพร้อมแล้ว อย่างไรก็ตามต้นทุนทางธุรกิจต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs ในเรื่องสภาพคล่อง ซึ่งหอการค้าไทยจะร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยให้กลุ่ม SMEs นี้ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เข้าถึงสินเชื่อด้วยดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนมากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กนง. ขึ้นดอกเบี้ย