เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
Tech เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
Biz Movement เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
Biz Movement พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
การศึกษา ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
“ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
Interview “ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ข่าวในพระราชสำนัก โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
Biz Movement ‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
Politics นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
“ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
News “ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
ดูทั้งหมด

กูรูวงการประกัน ตั้งข้อสงสัย “เงินปันผลประกันชีวิต” หายไปไหน ?

25 ต.ค. 2565 | 15:49น.
วางแผนการเงิน (13)
กูรูวงการประกันภัยตั้งข้อสงสัย “เงินปันผลประกันชีวิต” หายไปไหน ?
วันที่ 25 ตุลาคม 2565 นายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ กูรูวงการประกันภัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับ ประเด็นร้อนในแวดวงประกันชีวิตไทยที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ทุกวันนี้ คือกรมธรรม์ที่ครบสัญญาในช่วงนี้ ทำไมเงินปันผลลดฮวบจนน่าใจหาย ตัวแทนประกันชีวิตกลายเป็นด่านหน้าที่ต้องตอบคำถามนี้ เพราะตอนไปเสนอขายเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ได้ทำข้อเสนอ ทำประมาณการไปว่า จะได้รับเงินปันผล 50% ของทุนประกันบ้าง 100% บ้าง แต่พอเงินปันผลออกมาจริง ได้เพียง 7% บ้าง 14% บ้าง ทำไมลดลงจนน่าใจหาย
ลูกค้าหลายคนไม่พอใจ หาว่าตัวแทนโกหก ขณะที่ลูกค้าบางคนมีความเข้าใจหน่อย บอกว่าฉันไม่โทษตัวแทนหรอก เพราะตัวเลขเหล่านี้ จู่ ๆ มันจะเกิดขึ้นมาเองไม่ได้ ถ้าบริษัทไม่สอนให้ตัวแทนพูด เมื่อตัวแทนไปถามบริษัทประกันชีวิต บริษัทก็จะตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า เงินปันผลขึ้นกับผลประกอบการ เมื่อดอกเบี้ยพันธบัตรมันลดลงอย่างฮวบฮาบ จาก 6% ลงไปเหลือ 1-2% ผลตอบแทนจากการลงทุนมันก็ลดลงแบบนี้
แต่มีลูกค้าบางคนตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า “ฉันเห็นว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจประกันชีวิตก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตดีมากมาโดยตลอด แถมยังมีข่าวเมื่อหลายปีก่อนว่า ธุรกิจมีกำไรดีจากการลงทุนในหุ้น บางปีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำไมไม่ตกมาถึงผู้เอาประกันบ้าง”
ผมเองถึงแม้จะมีจะมีความรู้เรื่องการลงทุนบ้าง แต่ก็ตอบตรรกะง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้ จึงพยายามโทรศัพท์ขอข้อมูลจากบุคลากรหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งผู้บริหาร คปภ. นักวิชาการ รวมถึงผู้บริหารบริษัทประกันชีวิต ยังอธิบายไม่ตรงกันนัก บ้างก็ว่าพอร์ตการลงทุนของบริษัทกับเงินของลูกค้าแยกออกจากกัน
กล่าวคือ พอร์ตของบริษัทดูจากกำไรที่ได้จากการดำเนินงาน (operation profit) ด้วย ขณะที่พอร์ตของลูกค้า ดูจากผลตอบแทนจากการลงทุน (investment profit) อย่างเดียว บ้างก็ว่าวิธีคำนวณเงินปันผลของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ขึ้นกับโครงสร้างของสูตรการคำนวณที่ส่งขออนุมัติจาก คปภ. ในการออกกรมธรรม์รุ่นต่าง ๆ
ผมจึงคิดว่าคนที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดีที่สุดคือ อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน) อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย จึงได้โทรศัพท์ไปขอความรู้จากท่าน โดยผมได้รับข้อมูลมาว่า ตัวแปรสำหรับการคำนวณผลกำไรของบริษัทประกันชีวิต สามารถขึ้นกับ 4 ตัวแปรนี้คือ
1. ผลการลงทุน
2. การควบคุมค่าใช้จ่าย
3. อัตราความยั่งยืนของกรมธรรม์
4. อัตรามรณะ
ตัวแปรทั้งหมดนี้ ต้องเปรียบเทียบกับสมมติฐานที่ตั้งขึ้นตั้งแต่วันแรกที่นำมาใช้ในการคำนวณราคาเบี้ย ซึ่งการคำนวณเงินปันผลก็ขึ้นกับตัวแปรเหล่านี้เช่นกัน ผมจึงสอบถามต่อว่าถ้าอย่างนั้น หากการลงทุนไม่ถึงกับขาดทุน คือยังได้ดอกเบี้ยอยู่บ้าง ลำพังแค่จำนวนเบี้ยประกันของแบบเงินปันผล ที่ลูกค้าต้องจ่ายสูงกว่าแบบไม่มีเงินปันผลประมาณ 3% เฉพาะเงินต้นส่วนนี้ รวมกับผลตอบแทนที่ได้นิดหน่อย ก็ควรจะออกมามากกว่าเงินปันผลที่บริษัทจ่ายออกมาในปัจจุบัน ทำไมมันเหมือนกับว่า เงินส่วนเพิ่มที่จ่ายเข้าไป มันก็หดหายไปด้วย
อาจารย์ทอมมี่ชี้แจงว่า “แต่ละบริษัทอาจมีสูตรในการจ่ายปันผลแตกต่างกัน ต้องไปดูเนื้อในว่า เขาใช้สูตรอะไร ขณะที่ในบางประเทศจะมีมาตรฐานให้ใช้สูตรไปในแนวทางเดียวกันมาคำนวณ แต่โดยหลักการแล้วจะเหมือนกัน โดยที่แบบประกันที่มีส่วนร่วมในเงินปันผลนั้น จะถือว่าผู้ถือกรมธรรม์ได้ถือสินทรัพย์เสี่ยงไปส่วนหนึ่งด้วย และถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้น (ถึงแม้จะเป็นบวกก็ตาม) แต่ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับที่ตั้งเป้าไว้ในความคาดหมายของสมมติฐานที่วางไว้ตั้งแต่แรก ก็จะทำให้ผู้ที่ถือกรมธรรม์ที่เป็นแบบมีเงินปันผลนั้น มีโอกาสที่จะไม่ได้รับเงินปันผลนั้นเลย
ยกตัวอย่างเช่น เบี้ยประกันแบบไม่มีส่วนร่วมในเงินปันผลคือ 100 บาท และเบี้ยประกันแบบมีส่วนร่วมในเงินปันผลคือ 103 บาท ส่วนต่างของเบี้ยประกัน 3 บาทนั้น เป็นเหมือนเงินลงทุนที่ผู้ถือกรมธรรม์แบกรับความเสี่ยง ซึ่งถ้าบริษัทประกันชีวิตสามารถดำเนินการได้ตามสมมติฐานที่คาดไว้ ตอนวางแผนออกแบบประกันตอนแรก
เช่น เมื่อ 20 ปีที่แล้ว จะกำหนดสมมติฐานอัตราดอกเบี้ยจากการลงทุนอยู่ที่ 6% แต่เวลาผ่านไป บริษัทลงทุนเฉลี่ยได้แค่ 3-4% เท่านั้น นั่นก็แปลว่า เงิน 3 บาทที่หยอดลงไปนั้น ก็จะหายไปบางส่วน (หรือหายไปหมดเลย ในกรณีที่ไม่เหลืออะไรให้ตัด) เพื่อไปโปะชดเชยส่วนที่บริษัททำตามสมมติฐานไม่ได้
แต่ในทางกลับกัน ถ้าบริษัทประกันชีวิต ลงทุนเฉลี่ยได้ตามเป้าหมาย ก็จะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามเป้าหมาย หรือถ้าลงทุนได้เกินเป้าหมาย ก็จะจ่ายเงินปันผลที่มากกว่าที่เคยกำหนดไว้แต่แรกได้ ผมฟังแล้วก็ยังงง ๆ ทั้งที่เป็นคนวงในของธุรกิจประกันชีวิต ถ้าคนที่อยู่วงนอกอย่างลูกค้าประกันชีวิต แทบไม่ต้องพูดถึงเลย พวกเขาเพียงใช้ตรรกะง่าย ๆ ว่า
ใส่เงินเพิ่มไป 3% ทุกปี บริษัทนำเงินส่วนนี้ไปลงทุน กำไรไม่ได้ตามเป้าคือ 6% แต่ก็ทำได้ 2-3% ทุกปี แล้วทำไมเงินต้นที่ใส่เพิ่มไป 3% จึงต้องหายไปด้วย ผมจึงใคร่ขอฝากถึงสมาคมประกันชีวิตไทย ที่เป็นผู้แทนของบริษัทประกันชีวิตทุกบริษัท คงต้องออกมาชี้แจงปัญหาคาใจให้ประชาชนทราบว่า ทำไม ธุรกิจประกันชีวิตก็ไปได้ดี บริษัทประกันชีวิตหลายแห่งทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ทำไมฝนตกไม่ทั่วฟ้า เงินปันผลลูกค้าไม่โตไปด้วย ซ้ำยังได้น้อยจนน่าใจหาย
ขณะเดียวกันก็ขอฝากโจทก์ไปถึงท่านเลขาธิการ คปภ.ว่า ที่ผ่านมา คปภ.มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการจ่ายเงินปันผลของบริษัทประกันชีวิตหรือไม่ และตรวจสอบดีแล้วหรือยังว่า เขาจ่ายถูกต้องตามสูตรที่นำเสนอมา ตอนออกแบบประกันภัยหรือไม่
ฟังดูเหมือน ผมกำลังตั้งคำถามที่แข็งกร้าวให้กับผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตและผู้บริหาร คปภ.ต้องออกมาตอบ แต่ผมมีความเชื่อว่า ธุรกิจใดจะไปได้ดีอย่างต่อเนื่อง ดีอย่างยั่งยืน ต้องเป็นธุรกิจที่โปร่งใส อธิบายได้ และได้รับความเชื่อถือจากประชาชน ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและความยั่งยืนของธุรกิจประกันชีวิตในระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประกันชีวิต เงินปันผล