ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ชะลอการลดตัว ตลาดจับตาข้อมูลดัชนียอดค้าปลีก
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ชะลอการลดตัว ตลาดจับตาข้อมูลดัชนียอดค้าปลีก รวมถึงการพบกันของโจ ไบเดน และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/11) ที่ระดับ 35.66/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (14/11) ที่ระดับ 35.94/95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 14 ในการสัมภาษณ์ของรองประธาน Fed Brainrd ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะปรับลดความรุนแรงในการปรับดอกเบี้ยขึ้นเนื่องจากการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อในการรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคและคาดว่าเป็นสัญญาณที่อาจจะทำให้ดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลปรับตัวลดลงเช่นกัน
ซึ่งดัชนีอย่างหลังนั้นทางด้านธนาคารกลางสหรัฐจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการตัดสินใจนโยบายทางการเงิน ซึ่งสวนทางกับประธาน Fed นาย Waller ที่กล่าวว่าการลดลงของดัชนีราคาผู้บริโภคนั้นจำเป็นต้องลดลงต่อกันเพื่อให้ความมั่นใจกับธนาคารกลางว่าตัวเลขเงินเฟ้อนั้นเริ่มลดตัวลง
โดยนายโจ ไบเดน ได้เข้าพบกับสี จิ้นผิง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยคาดว่าจะผ่อนคลายสถานการณ์ระหว่างจีนและไต้หวันและรวมถึงตัวเลขโควิด-19 ในจีนที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการล็อกดาวน์เมืองที่มีการติดเชื้อสูง
ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ส่งผลต่อมูลค่าของสกุลเงินดอลลาร์ที่เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนมองว่ามีความปลอดภัยสูง โดยปัจจัยหลักที่ตลาดยังคงจับตาดูยังคงเป็นดัชนียอดค้าปลีกที่นักลงทุนคาดว่าการปรับตัวลดลงจะสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยอดขายของผู้ผลิตและพลังการใช้จ่ายของบุคคลทั่วไปที่ลดลง ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายเรื่องความกังวลของเงินเฟ้อในสหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.55-35.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.59/60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/11) ที่ระดับ 1.0321/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (14/11) ที่ระดับ 1.0301/05 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทั้งนี้เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ได้มีตัวเลขการผลิตอุตสาหกรรมที่เผยออกมาสูงกว่าระดับที่คาดไว้ที่ระดับ 0.9% โดยตัวเลขที่สูงขึ้นนั้นคาดว่ามาจากงานคั่งค้าง เนื่องจากปัญหาด้านอุปทานในประเทศคู่ค้า เช่น จีนที่ไม่สามารถส่งวัตถุดิบในการผลิตได้ ฉะนั้นแล้วตัวเลขการผลิตที่สูงขึ้นนักลงทุนส่วนมากเลยมองว่าไม่ใช่สัญญาณของเศรษฐกิจของโซนยุโรปที่ฟื้นตัวขึ้นเลย ทำให้ยังมีแรงกดดันเรื่องเศรษฐกิจที่ถดถอยลงในช่วงเงินเฟ้อสูง
นอกจากนี้ ปัจจัยหลักของการที่เงินยูโรแข็งค่าขึ้นมา ยังมาจากการปรับมุมมองของนักลงทุนว่าทางธนาคารกลางสหรัฐจะปรับดอกเบี้ยขึ้นในการประชุมรอบเดือนธันวาคมที่ 0.5% ลดลงมาจากการคาดการณ์ก่อนที่ 0.75% และรวมถึงการปรับตัวสูงขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรในโซนยูโร ซึ่งช่วยส่งเสริมให้สกุลเงินยูโรแข็งค่าขึ้นด้วยกัน ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0313-1.0417 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0390/94 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/11) ที่ระดับ 140.40/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (14/11) ที่ระดับ 140.28/31 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันจันทร์ที่ 15 พ.ย. ประธานธนาคารญี่ปุ่นนาย Kuroda ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นกำลังฟื้นตัวเนื่องจากสถานการณ์ล็อกดาวน์ที่มาจากปัญหาโควิดได้ผ่อนคลายลง แต่ตลาดแรงงานยังมีการแข่งขันสูงจากผู้จ้างงาน ซึ่งทำให้ค่าแรงนั้นสูงขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อของญี่ปุ่นสูงขึ้น
นอกจากนั้นยังมีตัวเลข GDP ของญี่ปุ่นที่ออกมาติดลบที่ระดับ 0.3% ซึ่งทำให้สกุลเงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยที่ปัจจัยหลักที่นักลงทุนยังคงจับตามองเป็นเรื่องความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีของญี่ปุ่นและสหรัฐ ซึ่งต่างกันอยู่ถึง 3.62% เลยทำให้สกุลเงินเยนนั้นเหมาะต่อการทำ Carry Trade ซึ่งจะทำให้สกุลเงินเยนอ่อนค่าลง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 139.19-140.62 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 139.5457 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ต.ค.สหรัฐ (15/11), ตัวเลข GDP ของโซนยูโร (15/11), ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน พ.ย.จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (16/11), ดัชนีราคาผู้บริโภคของโซนยูโร (17/11), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (17/11), ดัชนีการผลิตเดือน พ.ย.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย (17/11), ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือน ต.ค. จาก Conference Board (18/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.5/-8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -13.5/-10.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ