เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TEAMG ลุยรับงาน Data Center ต่อยอดที่ปรึกษาวิศวกรรมครบวงจร
Business TEAMG ลุยรับงาน Data Center ต่อยอดที่ปรึกษาวิศวกรรมครบวงจร
ครม.ไฟเขียวขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 70 พยุงค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ
Politics ครม.ไฟเขียวขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 70 พยุงค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ
นายกฯ รอมติ สว. ก่อนทูลเกล้าฯ ชื่อ ‘นพ.สรณ’ พ้นประธาน กสทช.
Politics นายกฯ รอมติ สว. ก่อนทูลเกล้าฯ ชื่อ ‘นพ.สรณ’ พ้นประธาน กสทช.
พาณิชย์ เช็กราคาสังฆทานก่อนเข้าพรรษา ยันยังไม่ขึ้นราคา คุมเข้มร้านค้าติดป้ายให้ชัด
Economic พาณิชย์ เช็กราคาสังฆทานก่อนเข้าพรรษา ยันยังไม่ขึ้นราคา คุมเข้มร้านค้าติดป้ายให้ชัด
ญี่ปุ่นเล็งตั้ง ‘คลังสำรองแนฟทา’ เลี่ยงคอขวดซัพพลายบรรจุภัณฑ์
World ญี่ปุ่นเล็งตั้ง ‘คลังสำรองแนฟทา’ เลี่ยงคอขวดซัพพลายบรรจุภัณฑ์
นายกฯ ย้ำถ้าเลิกสัญญา ‘รถไฟ 3 สนามบิน’ ต้องศึกษา ไม่ปิดประตูตาย ‘แลนด์บริดจ์’
Politics นายกฯ ย้ำถ้าเลิกสัญญา ‘รถไฟ 3 สนามบิน’ ต้องศึกษา ไม่ปิดประตูตาย ‘แลนด์บริดจ์’
ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้าย 9 บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ’วิทยา‘ นั่งอธิบดีกรมชลฯ
Politics ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้าย 9 บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ’วิทยา‘ นั่งอธิบดีกรมชลฯ
ไอคอนสยาม เปิดโลกความคิดของศิลปินไทยจากรุ่นสู่รุ่น ในงาน“ART DNA HUB”
Biz Movement ไอคอนสยาม เปิดโลกความคิดของศิลปินไทยจากรุ่นสู่รุ่น ในงาน“ART DNA HUB”
ปศุสัตว์แจงคำขอจีนส่งออกไก่เข้าไทย ยังไม่ไฟเขียวนำเข้า ย้ำอยู่แค่ขั้นประเมินความเสี่ยง
Economic ปศุสัตว์แจงคำขอจีนส่งออกไก่เข้าไทย ยังไม่ไฟเขียวนำเข้า ย้ำอยู่แค่ขั้นประเมินความเสี่ยง
‘พิพัฒน์​’ สยบข่าวปม​ร้าว 2 น. ​1 พ.แตก จ่อพบ ‘เนวิน’ เดินสายร่วมทำบุญ-ชมบอลกระชับมิตร
Politics ‘พิพัฒน์​’ สยบข่าวปม​ร้าว 2 น. ​1 พ.แตก จ่อพบ ‘เนวิน’ เดินสายร่วมทำบุญ-ชมบอลกระชับมิตร
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ ชี้ความมั่งคั่งในตลาดหุ้น อาจเป็นภาพลวงตา ยกเคส MORE

26 พ.ย. 2565 | 18:59น.
ดร.นิเวศน์

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูนักลงทุนวีไอ ชี้ความมั่งคั่งในตลาดหุ้น อาจเป็นภาพลวงตา ยกเคส MORE ความมั่งคั่งผู้ถือหุ้นใหญ่หลายคน-หลายครอบครัวหดหายไป “หลายพันล้านบาท” ในชั่วข้ามคืน

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2565 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า การตกลงมาของหุ้น META หรือเฟซบุ๊กในช่วงประมาณ 1 ปีเศษ ๆ ที่ผ่านมานั้น เป็นสิ่งที่เตือนให้นักลงทุนตระหนักว่า มูลค่าของหุ้นนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้มหาศาล ไม่ว่าหุ้นอาจจะดูว่าดีหรือแข็งแกร่งแค่ไหน ราคาของหุ้น META ตกลงมาจากจุดสูงสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ที่ประมาณ 380 ดอลลาร์เหลือเพียง 110 เหรียญ หรือตกลงมาประมาณ 70%

และนั่นทำให้มาร์คซักเกอร์เบิร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งตกอันดับจากคนที่รวยที่สุดอันดับ 5 ของโลกในปีที่แล้ว และเหนือกว่าวอเร็นบัฟเฟตต์ที่อยู่อันดับ 6 กลายเป็นอันดับที่ 27 ของโลก ในขณะที่บัฟเฟตต์ก็ยังอยู่ประมาณท็อป 5 หรือ 1 ใน 5 อันดับแรกของโลก ตามที่เขาก็อยู่มาหลายสิบปีแล้ว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ หุ้น บมจ.มอร์รีเทิร์น (MORE) ที่มีราคาซื้อขายประมาณ 2.9 บาทต่อหุ้น ได้ตกลงมาเหลือเพียง 58 สตางค์ ภายในเวลาไม่กี่วัน หรือลดลงถึง 80% เมื่อเกิดเรื่องการซื้อขายหุ้นที่ “ผิดปกติ” และกำลังถูกตรวจสอบจากทางการว่าอาจจะผิดกฎหมาย ผลก็คือความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นใหญ่หลายคนหรือหลายครอบครัวหดหายไป “หลายพันล้านบาท” ในชั่วข้ามคืน

มาซาโยชิซันเป็นคนที่ “รวยที่สุดของญี่ปุ่น” มาเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นดิจิทัลและไฮเทคของโลกร้อนแรงมากในช่วงโควิด-19 ระบาด เหตุผลก็เพราะว่าเขาคือ “นักลงทุนในหุ้นสตาร์ตอัพ-ไฮเทคบันลือโลก” แต่เมื่อ “ฟองสบู่แตก” ความมั่งคั่งของเขาก็ตกลงมากว่าครึ่ง และเหลือเพียงประมาณ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พอ ๆ กับคนที่รวยที่สุดของไทยที่ทำธุรกิจ “Old Tech” หรือธุรกิจที่มีการ “ผูกขาด” ด้วยปัจจัยบางอย่างและความมั่งคั่งก็ยังคงอยู่แบบนั้นมานานหรือยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งหมดนั้นก็เป็นกรณีที่โด่งดังและเห็นได้ชัดว่า ความมั่งคั่งของคนหรือนักลงทุนในตลาดหุ้นนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากและเกิดขึ้นได้เร็วมาก บางครั้งอาจจะชั่วข้ามคืน เพราะราคาหุ้นในตลาด โดยเฉพาะหุ้นที่ขึ้นไปแรงมากจน “แทบจะเป็นไปไม่ได้” มองจากพื้นฐานของธุรกิจ โดยเฉพาะจากนักลงทุนแบบ “VI พันธุ์แท้” สไตล์วอเร็นบัฟเฟตต์ที่ Conservative และมีหลักการลงทุนสำคัญที่ว่า ต้องซื้อเฉพาะหุ้นของกิจการที่ดีในราคาถูกหรือยุติธรรม และลงทุนอะไรก็คิดว่าจะต้องไม่ขาดทุนและมีมาร์จิ้นออฟเซฟตี้เสมอ

นอกจากนั้นจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนเพียงพอ ไม่ลงทุนในกิจการหรือหุ้นเพียงตัวหรือสองตัวหรืออุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว เช่นเฉพาะพวกดิจิทัล เป็นต้น

ผมเองมีความเชื่อว่า ความมั่งคั่งของเราที่อยู่ในหุ้นหรือในตลาดหุ้นนั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ของจริง แต่เป็น “Illusion” หรือ “ภาพลวงตา” เพราะมันมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งมากจนทำให้สถานะเปลี่ยนได้ เช่น จากเศรษฐีเป็นคนธรรมดาหรือยาจกได้ คำว่า “คนเคยรวย” หรือ “เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” ที่พูดกันมากในยุควิกฤตปี 2540 นั้น เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และแม้แต่ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจปกติและโดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นบางกลุ่มหรือตลาดหุ้นร้อนแรงซึ่งก็น่าจะรวมถึงช่วงเร็ว ๆ นี้ ที่หุ้นเก็งกำไรหรือหุ้นปั่นทั้งตัวเล็กและใหญ่ได้สร้างเซียนหรือเศรษฐีหุ้นขึ้นมากมาย

กรณีของหุ้น MORE ที่ทำให้ความมั่งคั่งสูญสลายไปใน “ชั่วข้ามคืน” นั้น ผมคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นอีกไม่น้อย เมื่อคำนึงถึงหุ้นที่มีธุรกิจขนาดเล็กแต่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากเป็นหลายเท่าหรือเป็นสิบเท่าในเวลาบางทีไม่ถึงปี จนทำให้หุ้นแพงมากแบบเหลือเชื่อ คือมีค่า PE เกิน 50 เท่าจาก “กำไรปกติ” ซึ่งมักจะทำให้ธุรกิจที่มีขนาดเล็กก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าเป็น “หมื่นล้านบาท” และทำให้เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่กลายเป็น “มหาเศรษฐี” วัดจากราคาหรือมูลค่าหุ้นนั้น ควรจะต้องตระหนักว่า นี่อาจจะเป็น “ภาพลวงตา” ที่อาจจะหายไปได้ง่าย ๆ

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าเราอยากจะ “คว้า” ความมั่งคั่งที่เราคิดว่ามันมีอยู่จริงนั้นไว้ ก็อาจจะพบว่าเราไม่ได้มีเงินหรือความมั่งคั่งขนาดนั้น เพราะเมื่อเราขายหุ้นออกไปเพื่อที่จะ Realized หรือแปลงให้เป็นเงินสดจริง ราคาหุ้นก็อาจจะร่วงลงมาอย่างแรง และถ้ายิ่งขายออกมามาก ราคาหุ้นก็อาจจะถล่มจนแทบจะไม่เหลือค่าอย่างที่เกิดขึ้นในกรณีหุ้น MORE หรือหุ้นอีกมากมายในประวัติศาสตร์ที่เคยสูงจนสุดฟ้าแล้วก็ตกจากสวรรค์ และคนก็ลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีหุ้นแบบนี้ในตลาดหลักทรัพย์ และบางทีเราก็อาจจะเคยเล่นด้วย

การตระหนักว่าความมั่งคั่งในหุ้นหรือตลาดหุ้นเป็นภาพลวงตานั้น ผมคิดว่าควรเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของ “VI พันธุ์แท้” ที่เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อชีวิตที่มั่นคงหรือชีวิตที่มั่งคั่ง เพราะการตระหนักในสิ่งนี้จะทำให้เราทบทวนเสมอว่าพอร์ตการลงทุนของเราใหญ่เพียงพอหรือไม่ที่จะดูแลชีวิตและครอบครัวของเราได้อย่างมั่นคงและโอกาสที่จะผิดพลาดนั้นต่ำและอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ในระดับของหุ้นแต่ละตัวนั้น “ภาพลวงตา” ของมูลค่าหุ้นจะสูงมากถ้าหุ้นตัวนั้นมีราคาแพงมาก เช่น เป็นหุ้นที่มีค่า PE 50 70 เท่า หรือ 100 เท่าจากกำไรปกติ ซึ่งก็คือกำไรที่เกิดจากธุรกิจปกติไม่ใช่กำไรพิเศษ และไม่เป็นกำไรในสถานการณ์อุตสาหกรรมที่ดีผิดปกติหรือแย่ผิดปกติ และในกรณีที่พบว่ากำไรของบริษัทในปีนั้นไม่ปกติ ก็สามารถหา “กำไรปกติ” โดยใช้กำไรต่อยอดขายเฉลี่ยหลาย ๆ ปีของบริษัทหรือของอุตสาหกรรมคูณด้วยยอดขายของบริษัท จากนั้นจึงนำไปหารราคาหุ้น ก็จะได้ค่า PE ที่ต้องการ

นักลงทุนจำนวนไม่น้อยคิดว่าค่า PE ที่สูงนั้นไม่สำคัญ เพราะบริษัท “โตเร็วมาก” และนี่ก็คือสิ่งที่ VI โดยเฉพาะที่เป็นคนหนุ่มสาวยุคใหม่เชื่อ ดังนั้น เขาก็อาจจะไม่รู้สึกว่าหุ้นที่มีราคาวิ่งขึ้นไปเร็วมากและค่า PE สูงสุดกู่จะเป็นหุ้นที่อาจจะตกลงมาได้แรงมาก พวกเขาคิดว่านี่คือหุ้นที่ดีและแข็งแกร่งและจะวิ่งขึ้นไปอีกมาก และนี่อาจจะเป็นหุ้น “เปลี่ยนชีวิต” ของเขา ซึ่งผมเองกลับคิดว่ามันมีโอกาสที่จะ “เปลี่ยนชีวิตให้จนลง” ได้เช่นเดียวกัน

ในระดับของพอร์ตโฟลิโอซึ่งเป็นตัวบอกว่าตอนนี้เรารวยหรือมีความมั่งคั่งแค่ไหนแล้ว พร้อมที่จะเป็นอิสระทางการเงินหรือยัง ก็เป็นสิ่งที่ VI ผู้มุ่งมั่นจะต้องประเมินอยู่ตลอดเวลา ผมเองยังจำได้ว่าในช่วงของการสร้างเนื้อสร้างตัวจากการลงทุน ทุกครั้งที่ภรรยาถามว่าเรามีเงินหรือหุ้นเท่าไรแล้ว ผมจะ “Discount” หรือลดมูลค่าพอร์ตลงประมาณ 25-30% เพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าเรามีเงินมากพอแล้วและอาจจะย่ามใจเกินไป แต่จริง ๆ แล้วผมเองก็เชื่อว่าโอกาสที่เราจะจนลงไป 20-30% จากที่เราเห็นนั้นมีความเป็นไปได้สูงแม้ว่าหุ้นที่ถืออยู่จะมีพื้นฐานเต็มเปี่ยม ไม่ใช่หุ้นเก็งกำไรที่มีค่า PE สูงเลย ผมคิดจริง ๆ ว่าความมั่งคั่งในหุ้นนั้น เป็น “ภาพลวงตา”

วิธีลดภาพลวงตาลงหรือทำให้เราปลอดภัยว่าเงินจะไม่น้อยไปกว่านั้นมากก็คือ การกระจายความเสี่ยงโดยการไม่ถือหุ้นในอุตสาหกรรมหรือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งที่ใหญ่เกินไป หุ้นใหญ่ที่สุดไม่ควรจะเกิน 30-40% ของพอร์ต หุ้นใหญ่ที่สุด 5-6 ตัวรวมกันต้องไม่เกิน 75% ของพอร์ต เป็นต้น นอกจากนั้นก็จะต้องดูว่าหุ้นแต่ละตัวต้องเป็นหุ้นที่เป็น “Value” จริง ๆ ที่มีความแข็งแกร่งของกิจการและมีค่า PE ไม่สูงเกินไป

VI บางคนที่ผมรู้จักดูถึงขนาดว่าค่า PE เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของพอร์ตนั้นไม่เกินกี่เท่า เช่น ไม่เกิน 12 -15 เท่า อะไรทำนองนั้น ซึ่งการทำแบบนี้เองก็ไม่ได้หมายความว่าความมั่งคั่งของเขาจะเป็นจริงตามที่เห็น 100% แต่อย่างน้อยมูลค่าหุ้นก็มีความมั่นคงพอสมควร ไม่เป็น “ภาพลวงตา”

และนั่นก็คงคล้าย ๆ กับความมั่งคั่งของวอเร็นบัฟเฟตต์ที่มีเสถียรภาพมากต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี และไม่เหมือนเจ้าของบริษัทที่มักจะ “ถือหุ้นตัวเดียว” และราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงมากมายจนแทบจะหามูลค่าความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้