KCC จ่อซื้อหนี้บริหารเพิ่ม 2 พันล้าน ตั้งโฮลดิ้งเล็งกวาดหนี้ธุรกิจล้มละลาย 

บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล หรือ KCC

บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล หรือ KCC ลุยรับซื้อหนี้สินเชื่อธุรกิจ-บ้านต่อเนื่อง เผยปลายเดือน ก.ค.นี้เตรียมประมูลหนี้เพิ่มอีก 400-500 ล้านบาท มูลหนี้กว่า 2 พันล้านบาท คาดทั้งปีทำตามเป้า 900 ล้านบาท ประเมินหนี้เสียไหลทั้งระบบปี’66 ทะลุหลักแสนล้านบาท 

วันที่ 17 กรกฎาคม 2566 นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ KCC เปิดเผยว่า ภาพรวมการตัดขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เฉพาะหนี้ที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อบ้าน (ไม่รวมหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน) ของสถาบันการเงินในปีนี้คาดว่ายังคงมีทิศทางเพิ่มขึ้น

นายทวี กุลเลิศประเสริฐ

โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 มีหนี้ที่บริษัทได้รับเชิญเข้าประมูลแล้วสูงถึง 9.5 หมื่นล้านบาท ถือว่าสูงกว่าหนี้ที่ตัดขายทั้งปีของปี 2565 ที่อยู่ราว 6 หมื่นล้านบาท และคาดว่าภายในครึ่งปีหลัง 2566 จะมีหนี้ที่ไหลออกมาขายอีกราว 3-4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดหนี้ทั้งปี 2566 ทะลุแสนล้านบาท

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทตั้งเป้ารับซื้อหนี้ในปี 2566 ไว้อยู่ที่ราว 900 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ตั้งเป้าเม็ดเงินรับซื้อกว่า 900 ล้านบาท คิดเป็นมูลหนี้ที่รับซื้อทั้งสิ้นกว่า 4 หมื่นล้านบาท

จากปัจจุบันมีพอร์ตหนี้ภายใต้บริหารจัดการ แบ่งเป็นหนี้เอ็นพีแอลราว 4.5 หมื่นล้านบาท และทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) อยู่ที่ 500 ล้านบาท ภายใต้เม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 1.5 พันล้านบาท โดยสัดส่วนพอร์ตแบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจราว 70% และสินเชื่อบ้านอีกราว 30%

อย่างไรก็ดี ภายในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ บริษัทอยู่ระหว่างการประมูลหนี้อีกราว 200-300 ล้านบาท จากมูลหนี้ทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเชื่อธุรกิจ จากในไตรมาสที่ 1/2566 บริษัทสามารถรับซื้อหนี้มาบริหารได้ราว 300 ล้านบาท จากเม็ดเงินลงทุนราว 190 ล้านบาท และคาดว่าในไตรมาสที่ 2/2566 การรับซื้อหนี้ยังคงมีอยู่ แต่จะเห็นว่าราคาในการประมูลจะทยอยปรับลดลง

เนื่องจากหนี้ที่ไหลออกมาขายมากขึ้น ทำให้ AMC ที่มีอยู่เงินไม่เพียงพอ เนื่องจากมีการแข่งขันในปีก่อนค่อนข้างรุนแรง และการบริหารหนี้ธุรกิจต้องใช้ระยะเวลานาน 7 ปี หรือสินเชื่อบ้านราว 5 ปี ทำให้ AMC เกิดใหม่มีสภาพคล่องไม่เพียงพอในการรับซื้อหนี้มาบริหาร

“ภาพรวมการแข่งขันคงไม่ร้อนแรงเท่าปีก่อน เพราะ Demand และ Supply หลังจากปีก่อนออกมาเยอะ สะท้อนผ่านราคาประมูลเริ่มลดลง เพราะเงินทุนของ AMC น้อยกว่าหนี้ที่ออกมาแล้ว ส่วน KCC เราเองก็มีการเลือกทรัพย์ ทำเลในการซื้อเป็นชิ้น ๆ และให้ราคาราว 50-60% ของราคาหลักประกัน ซึ่งแตกต่างจากเจ้าอื่นที่รับซื้อเป็นกอง ๆ ทำให้เราไม่ได้กังวลคู่แข่งรายใหญ่ และสิ้นเดือนนี้เราก็จะมีการประมูลเพิ่มอีก 400-500 ล้านบาท”

นายทวีกล่าวเสริมอีกว่า บริษัทมีแผนการขยายขอบเขตการทำธุรกิจเพิ่มเติม โดยมีการเข้าไปพูดคุยเพื่อขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการขยายธุรกิจ อย่างไรก็ดี ยังทำภายใต้ใบอนุญาต (License) ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) เช่นเดิม

ซึ่งการขยายขอบเขตธุรกิจนั้นจะเข้าไปรับซื้อหนี้จากบุคคลและนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เฉพาะหนี้จากสถาบันการเงินเท่านั้น โดยเฉพาะหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้โดยการฟื้นฟูกิจการ จะมีหนี้อื่น ๆ เช่น หุ้นกู้ หนี้การค้า ซึ่งโดยมากจะถือโดยนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา ซึ่ง AMC ไม่สามารถเข้าไปซื้อได้ การปรับโครงสร้างเป็นโฮลดิ้งจึงทำให้บริษัทสามารถขยายช่องทางในการซื้อหนี้ได้มากขึ้น

ดังนั้น บริษัทจะมีการปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัท (แผนปรับโครงสร้าง) และการดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของบริษัท โดยจัดตั้ง “บริษัท ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง  จำกัด (มหาชน)” (Knight Club Capital Holding Public Company Limited) (บริษัทโฮลดิ้ง) โดยบริษัทจะต้องขออนุมัติต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 11 กันยายน 2566

อย่างไรก็ดี การปรับโครงสร้างครั้งนี้ บริษัท ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง จะทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัทจากผู้ถือหุ้น โดยบริษัทโฮลดิ้งจะออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับหุ้นสามัญของบริษัท ในอัตราการแลกหลักทรัพย์เท่ากับ 1 หุ้นสามัญของบริษัท ต่อ1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทโฮลดิ้ง

และภายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทโฮลดิ้งเสร็จสิ้น จะนำหุ้นสามัญของบริษัทโฮลดิ้งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) แทนหุ้นสามัญของบริษัท หรือ KCC  ซึ่งจะถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และ KCC จะถือหุ้นเกือบ 100% โดยบริษัทโฮลดิ้ง


“เรามีการเข้าไปขออนุญาตจาก ธปท.เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องขอไลเซนส์เพิ่มเติม ซึ่งการขยายขอบเขตการทำธุรกิจเราเห็นโอกาสค่อนข้างมาก เพราะปัจจุบันเรามีธุรกิจที่อยู่ในขั้นตอนล้มละลายและฟื้นฟูกิจการจำนวนหนึ่ง มูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านบาท จึงเป็นโอกาสของเรา คาดต้นปี’67 ขั้นตอนตั้งโฮลดิ้งเรียบร้อย คาดภายใน 3 ปี พอร์ตธุรกิจเติบโตเฉลี่ย 50% รายได้เติบโต 30%”