Skip to content

ดอลลาร์อ่อนค่า หลังจ้างงานต่ำกว่าคาดการณ์

31 ส.ค. 2566 | 18:14น.
ดอลลาร์อ่อนค่า หลังจ้างงานต่ำกว่าคาดการณ์

ดอลลาร์อ่อนค่า หลังจ้างงานต่ำกว่าคาดการณ์ ล่าสุดตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 1.77 แสนตำแหน่ง ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 88.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมรอบเดือนกันยายน

วันที่ 31 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (31/8) ที่ระดับ 34.96/95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (30/8) ที่ระดับ 35.08/09 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

จ้างงานเดือนสิงหาคม ต่ำกว่าคาดการณ์

โดยค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าต่อเนื่องหลัง Automatic Data Processing, Inc.(ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 177,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 195,000 ตำแหน่ง และต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่มีการปรับขึ้น 371,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้การจ้างงานภาคบริการเพิ่มขึ้น 154,000 ตำแหน่ง ขณะที่การจ้างงานภาคการผลิตมีปรับขึ้น 23,000 ตำแหน่ง

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐมีการเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2566 โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.1% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 2.4% และต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 2.4% หลังจากมีการขยายตัว 2.0% ในไตรมาส 1

จากข้อมูลเศรษฐกิจข้างต้นส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไปในวันที่ 19-20 กันยายน 2566

โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 88.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% และให้น้ำหนักเพียง 11.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.50-5.75%

สำหรับปัจจัยในภูมิภาค สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตประจำเดือนสิงหาคม ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 49.7 จากระดับ 49.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยหดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 และยังคงต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของจีนอยู่ในภาวะหดตัว

ในส่วนของดัชนี PMI ภาคบริการลดลงสู่ระดับ 51.0 จากระดับ 51.5 ในเดือนกรกฎาคม โดยดัชนีอยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคบริการของจีนยังคงมีการขยายตัว อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่จะเติบโตต่ำกว่าระดับเป้าหมาย 5% ในปีนี้ จากการทรุดตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์ การชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ รวมทั้งการเติบโตของสินเชื่อที่อ่อนแรง โดยธนาคารรายใหญ่หลายแห่งมีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปีนี้

ปัจจัยในประเทศ ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง

ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) มีการปรับประมาณการดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปี 2566 โดยคาดว่าจะหดตัว 2.8-3.8% และ GDP ภาคอุตสาหกรรมหดตัว 1.5-2.5% หลังดัชนี MPI 7 เดือนแรกของปีหดตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5% โดยมีปัจจัยกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง รวมถึงปัญหาภาคการเงินของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลต่อภาระหนี้สินครัวเรือนและต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังคงได้แรงสนับสนุนจากการขยายตัวของการลงทุนภายในประเทศทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และความชัดเจนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.85-34.95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.95/97 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (30/8) ที่ระดับ 1.0868/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (29/8) ที่ระดับ 1.0809/13 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการอ่อนค่าลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ถึงแม้สถาบันวิจัยตลาดจีเอฟเค (GfK) เผยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเยอรมนี ปรับตัวลงในเดือน ก.ย.สู่ระดับ -25.5 จากระดับ -24.6 ในเดือน ส.ค.

ต่ำกว่าระดับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ -25.0 และต่ำกว่าระดับที่นักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจของเดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ระดับ -25.0 เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ผู้บริโภคในเยอรมนีมีมุมมองในแง่ลบต่อเศรษฐกิจของประเทศและต่ออนาคตทางการเงินของตนเอง โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0884-1.0856 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0863/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (30/8) ที่ระดับ 146.01/05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (29/8) ที่ระดับ 146.53/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ

โดยนายนาโอกิ ทามูระ หนึ่งในกรรมการของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวในงานเสาวนา ซึ่งจัดขึ้นโดยภาคธุรกิจในเมืองคูชิโระของญี่ปุ่นว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า BOJ อาจมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะตัดสินได้ว่าเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะอยู่ที่ระดับเป้าหมาย 2% ของ BOJ อย่างยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งเป็นระดับที่จะทำให้ BOJ สามารถถอนนโยบายผ่อนคลายการเงินเป็นพิเศษ (ultra-loose monetary policy) ได้

โดยนายทามูระกล่าวว่า ภาวะเงินเฟ้อที่ระดับเป้าหมาย 2% ของ BOJ อย่างยั่งยืนนั้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในขณะนี้ หลังจากบริษัทเอกชนได้หันมาปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าจ้าง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.79-146.56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 146.42/46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเยอรมนี (30/8), ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ส.ค.จาก ADP ของสหรัฐ (30/8) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2566 (ประมาณการครั้งที่ 2) ของสหรัฐ (30/8),

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการเดือน ส.ค.จากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) (31/8),จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (31/8), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCB) เดือน ก.ค.ของสหรัฐ (31/8) และดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน ส.ค.ของจีน (31/8)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.08/10.06 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.5/7.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ