หุ้น-ลงทุน
บลจ.กสิกรไทย จัดสัมมนา KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024 ชี้ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีโอกาส มองดอกเบี้ยผ่านจุดพีก-เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอยลดลง แนะจัดพอร์ตลงทุนระยะยาว 70-80% ส่วนระยะสั้น 20-30% ของพอร์ตโดยเลือกลงทุนตามสถานการณ์เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไร
วันที่ 1 กันยายน 2566 นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) กล่าวในงานสัมมนา KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024 ว่า ภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับในแต่ละประเทศแกนหลักของโลกต่างก็ให้ภาพจังหวะการฟื้นตัวที่แตกต่างกัน โลกของการลงทุนจึงต้องปรับตัวให้ทันกับความท้าทายที่โลกต้องเผชิญใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่
- การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization)
- ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างๆ (Uncertainty)
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Heating)
- สังคมสูงวัยขยายตัว (Silver Gen)
อย่างไรก็ดี ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีโอกาส ซึ่งผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสนั้นก่อนย่อมได้เปรียบทางการแข่งขัน ในแง่ของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค และการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตร 3 ต่อ ทั้งต่อลูกค้า ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในที่สุด
จากข้อมูลภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย พบว่า ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์บางประเภท ทำให้พอร์ตการลงทุนมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากการเทน้ำหนักไปที่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากจนเกินไป
แม้สินทรัพย์ประเภทนั้นจะมีความเสี่ยงที่น้อย หรือ อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ก็ตาม ดังนั้น พอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมจึงควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 : Core Portfolio เน้นลงทุนระยะยาวแบบ Asset Allocation ประมาณ 70%-80% ของพอร์ต โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนเพื่อจัดพอร์ตเองได้ หรือสามารถลงทุนในกองทุนผสม ซึ่งมีนโยบายกระจายการลงทุนในหลากหลายประเภทสินทรัพย์อยู่แล้ว อาทิ K-GA, K-GINCOME, K-PLAN2, K-PLAN3 และ Wealth PLUS
ส่วนที่ 2 : Satellite Portfolio เน้นลงทุนระยะสั้นแบบจับจังหวะตลาด (Market Timing) ประมาณ 20%-30% ของพอร์ต โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนได้ตามสถานการณ์การลงทุนในเวลานั้นเพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไร
ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย มองภาพรวมเศรษฐกิจโลกสะท้อนการถดถอยของภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มลดลง และถูกเลื่อนออกไป โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ที่ยังคงแข็งแกร่ง
ในขณะที่เงินเฟ้อทยอยปรับลงตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้าใกล้จุดสูงสุด ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันมีลักษณะคล้าย Goldilocks กล่าวคือ เศรษฐกิจฟื้นตัว เงินเฟ้อต่ำ และธนาคารกลางใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย จึงเป็นจังหวะที่เอื้อต่อการเข้าลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่มีความจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในทันที จึงยังคงมุมมอง Higher for Longer ซึ่งเป็นภาวะที่ตลาดต้องสนใจ GDP และระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ในแต่ละประเทศ มากกว่าแค่ผลกระทบบนการเติบโตของรายได้ ทำให้คาดว่าเฟดจะยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปีนี้
นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ในจุดสูงสุดของดอกเบี้ยแล้ว จึงคาดว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 รอบในปีนี้ แต่ก็เชื่อว่าเฟดยังคงจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน และเฟดน่าจะต้องรอดูทิศทางตัวเลขเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตด้วย
“อย่างไรก็ตามเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจถดถอย น่ากังวลลดลงมากจากช่วงต้นปี เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจดูดีกว่านี้คิด รวมถึงตัวเลขการจ้างงานและตัวเลขการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เริ่มดูขึ้น ฉะนั้นมองไปจนถึงปีหน้า อาจจะมีตัวเลขเศรษฐกิจบางไตรมาสติดลบอยู่บ้าง แต่อาจไม่ถึงขั้นเศรษฐกิจถดถอย” นายวจนะ กล่าว