เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อ่อนนุช
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อ่อนนุช
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ ตีแผ่กลโกง-ปั่นหุ้น เตือนอย่า “ใสซื่อ” เวลาวิเคราะห์หุ้น

02 ก.ย. 2566 | 18:09น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ ตีแผ่กระบวนการโกง-ปั่นหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ กลโกงอย่างแนบเนียนและมีศิลปะ หลักการใหญ่ที่สำคัญต้องโกงคนจำนวนมากโดยที่แต่ละคนจะถูกโกงหรือเสียหายไม่มากพอที่จะฟ้องศาลหรือหน่วยงานอื่นที่จะเอาเงินคืน เตือนอย่า “ใสซื่อ” เวลาวิเคราะห์หุ้น

วันที่ 2 กันยายน 2566 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูนักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การโกงหรือฉ้อฉลในตลาดหุ้นนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่ “VI” หรือนักลงทุนทั่วไปเองต้องระมัดระวังไม่ให้ “ถูกโกง” เพราะความเสียหายนั้นมักจะรุนแรงมาก บางครั้งก็เป็น “หายนะ” เพราะราคาหุ้นอาจจะตกลงมาเกิน 30-40% ขึ้นไป

บางตัวหุ้นอาจจะกลายเป็น 0 เพราะบริษัท “ล้มละลาย” เนื่องจาก “ถูกจับ” ได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้ว คนก็มักจะไม่รู้ว่าตนเอง “ถูกโกง” โดยคนโกงที่วางแผนการโกงอย่างแนบเนียนจนคนอื่นไม่รู้และไม่มีใครสนใจที่จะตรวจสอบ

การโกงอย่างแนบเนียนและมีศิลปะนั้น หลักการใหญ่ที่สำคัญก็คือ ต้องโกงคนจำนวนมากโดยที่แต่ละคนจะถูกโกงหรือเสียหายไม่มากพอที่จะฟ้องศาลหรือหน่วยงานอื่นที่จะเอาเงินคืน และนั่นก็คือ นักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นที่มักจะเสียเงิน หรือได้เงินจำนวนหนึ่งอยู่แล้วเป็นประจำในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ข้อสองก็คือ จะต้องพยายามทำให้คนถูกโกงไม่รู้ว่าตนเองถูกโกง แต่คิดว่าเป็นความผิดพลาดในการวิเคราะห์และประเมินมูลค่าของหุ้น ที่ดียิ่งกว่าก็คือคิดว่าสถานการณ์แวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปทำให้หุ้นที่ซื้อขาดทุนอย่างหนัก

สุดท้ายก็คือ การโกงนั้นทำได้ง่ายและมักไม่มีคนสงสัย และดังนั้นก็จะไม่มีคนมาจับ หรือถึงจะพยายามจับก็หาหลักฐานยากเพราะอาจจะอยู่ต่างประเทศ หรือถึงเจอก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการโกงอย่างชัดเจน

ทั้งหมดนั้น ก็นำไปสู่การโกงโดยการ “ปั่นหุ้น” ที่ “ดี” ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยหุ้นที่ “ดี” ดังกล่าวนั้น ก็จะเป็นหุ้นที่เล่นกันในหมู่นักลงทุน “VI ระดับเซียน” อาจจะเพราะว่ามันเป็นหุ้นที่ดีมากในสายตาของ VI ที่วิเคราะห์ดูพื้นฐานของกิจการและข้อมูลผลประกอบการที่ “ดียอดเยี่ยมและเติบโตอย่างน่าทึ่ง”

โดยที่ข้อมูลทั้งหมดนั้น อาจจะไม่ใช่ของจริง บริษัทอาจจะเป็นแค่บริษัทที่ดีพอใช้ในอุตสาหกรรมที่โอเคหรือมีอนาคต หรืออาจจะเป็นบริษัทธรรมดา ๆ หรือแม้แต่แย่กว่าค่าเฉลี่ยแต่ถูก “แต่ง” ข้อมูลและตัวเลขผลประกอบการจนเลิศเลอเพื่อที่จะ “หลอก VI” ที่ไม่สงสัยเลยเพราะกำลังตื่นเต้นกับบริษัทที่จะเป็น “ซูเปอร์สต๊อก” ในอุตสาหกรรม “แห่งอนาคต” ของไทยหรือของโลก

Advertisement

กระบวนการโกงที่สำคัญเริ่มตั้งแต่การเป็นหุ้นหรือเลือกหุ้นของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ถูก Disrupt หรือทำลายโดยเทคโนโลยีใหม่ เป็นอุตสาหกรรมที่ไปได้เรื่อย ๆ และยังเติบโตได้โดยเฉพาะบริษัทที่เก่งหรือเหนือกว่าคนอื่น หรือถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก เป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีเสียเอง และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผู้บริหารก็จะต้องมีหรือสร้างภาพว่าเป็น “สุดยอด” ในด้านการบริหารและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และเป็นคนที่มีความสามารถในการประชาสัมพันธ์กิจการของบริษัท

กระบวนการที่น่าจะเรียกได้ว่า “โกง” จริง ๆ ก็คือ การเพิ่มรายได้และ/หรือ ลดค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มกำไรให้กับบริษัท โดยที่ไม่ได้มาจากผลการปฏิบัติงานจริง หรือบางอย่างก็มาจากผลการปฏิบัติจริง แต่ลงบัญชีในแบบที่เรียกว่ารับรู้รายได้เร็วและรับรู้รายจ่ายช้า ซึ่งก็ทำให้กำไรในตอนต้นสูงมาก แต่กำไรในภายหลังจะลดลงอย่างแรง ซึ่งก็มักจะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของกินเงินนักลงทุนจบแล้ว ประเด็นก็คือ วิธีการลงบัญชีแบบนี้จะต้องไม่ผิดหลักการบัญชีมาตรฐานแต่เป็นเรื่องของความเห็นของฝ่ายจัดการของบริษัท

ตัวอย่างอาจจะรวมถึงการลงบัญชีรับรู้รายได้ของการขายสินค้าบริการทั้งก้อนแต่การให้บริการจะทยอยให้ต่อเนื่องเป็นปีหรือหลายปี หรือในกรณีของค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนก็เช่น การไม่ตัดสำรองค่าสินค้าเสื่อมคุณภาพหรือล้าสมัยทันที หรือการสำรองหนี้เสียของสถาบันการเงินที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เป็นต้น

วิธีการเพิ่มรายได้อย่างรวดเร็วอีกทางหนึ่งก็คือการขายสินค้าให้กับบริษัทที่เป็นนอมินีของเจ้าของที่อาจจะอยู่ต่างประเทศหรือในประเทศซึ่งจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทันที แต่สินค้านั้นอาจจะไปอยู่ในโกดังและจะต้องใช้เวลาขายจริงยาวนานกว่านั้นมาก ลักษณะนี้ก็จะมีจุดที่เป็นข้อสังเกตสำหรับ VI ที่วิเคราะห์หุ้นแบบเข้มข้นที่จะมองเห็นว่าลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นแบบนี้ก็มักจะไม่ทำให้เรื่องราวของการเติบโตและทำกำไรของบริษัทด้อยลง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การขายสินค้าลอตใหญ่ให้กับนอมินีโดยที่แทบไม่มีต้นทุนในการขายและการบริหารของบริษัทเพิ่มขึ้น ก็มักจะทำให้รายได้และกำไรก้าวกระโดดขึ้นด้วย เพราะกำไรต่อยอดขายหรือมาร์จินดีจะดีขึ้น

การลดค่าใช้จ่ายโดยการลดต้นทุนการผลิตสินค้าของบริษัทนั้น ก็สามารถทำได้แบบเดียวกันนั่นก็คือ บริษัทที่เป็นนอมินีของเจ้าของจะมาเป็น Supplier หรือผู้ป้อนวัตถุดิบที่สำคัญบางอย่างให้กับบริษัทแทน Supplier เดิมด้วยราคาที่ต่ำลง ผลก็คือ กำไรของบริษัทก็เพิ่มขึ้น มาร์จินหรือกำไรขั้นต้นและกำไรต่อยอดขายที่เห็นก็จะเพิ่มขึ้น เหนือกว่าบริษัทคู่แข่งอื่น ๆ

บริษัทดูดีขึ้นและถูกลงความเห็นว่าเป็นบริษัทที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ราคาหุ้นก็จะวิ่งและสูงขึ้นเป็น “ซูเปอร์สต๊อก” ในกรณีแบบนี้ เจ้าของอาจจะต้องยอม “เสียเงิน” ซื้อของแพงแต่ขายถูกให้บริษัท แต่สุดท้ายก็จะได้เงินจากราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นสูงกว่าที่ลงทุนไปมาก

การ “ใส่เงิน” ให้บริษัทโดยการซื้อของบริษัทในราคาแพงและขายของหรือวัตถุดิบราคาถูกซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำไรสูงและเร็วกว่าปกตินั้น มีความคุ้มค่ามากเพราะการทำอย่างนั้นจะทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะในธุรกิจที่โดยธรรมชาติมีกำไรขั้นต้นสูง เช่น สินค้า “ฟุ่มเฟือย” หรือ “อาหารและเครื่องดื่ม” เป็นต้น ที่บางที ใส่เงินเข้าไป 100 ล้านบาท จะทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น 70-80 ล้านบาท เป็นต้น

และกำไรที่เพิ่มขึ้น 70-80 ล้านบาทนั้น ถ้าหุ้นซึ่งถูกมองว่าเป็นซูเปอร์สต๊อก มีค่า PE ที่ 100 เท่า มันก็จะทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น 7,000-8,000 ล้านบาท เจ้าของที่มีหุ้น 70% ก็จะมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 4,900- 5,600 ล้านบาท หรือเท่ากับว่าเจ้าของกำไรประมาณ 49-56 เท่าของเงินที่ใส่เข้าไปเพื่อสร้างผลงานทำกำไรของบริษัท

ซึ่งสิ่งที่เจ้าของจะทำก็คือ เขาก็จะทยอยขายหุ้นลอตใหญ่ออกไป โดยส่วนใหญ่ก็คือจะขายให้กับสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ที่ต่างก็อยากได้หุ้นที่อยู่ในเมกาเทรนด์ เป็นบริษัทที่มีผู้บริหารที่สุดยอดและกลยุทธ์ที่สุดเยี่ยม สามารถบริหารทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วและราคาและมูลค่าหุ้นพุ่งติดจรวด

ทำให้กองทุนมีผลงานดีกว่าตลาดมาแล้วพักหนึ่ง และจะดีขึ้นต่อไปในอนาคต ก่อนที่จะพบว่าหุ้นเริ่มมีปัญหาหลังจากนั้นไม่นานเมื่อเจ้าของเหลือหุ้นน้อยลงมาก และรายได้และกำไรของบริษัทก็เริ่มลดลงพร้อม ๆ กับปัญหาสารพัด หุ้นตกลงมาอย่างต่อเนื่องแทบจะไม่เหลือค่าและในที่สุดคนก็อาจจะลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็น “หุ้นนางฟ้า” ที่มูลค่าหุ้นเคยไปแตะหรือเข้าใกล้ “แสนล้านบาท”

เรื่องราวที่ผมพูดทั้งหมดนั้น ไม่ได้เกิดเฉพาะในตลาดหุ้นไทย ว่าที่จริงในตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาก็เกิดขึ้นมาตลอด จับได้บ้างจับไม่ได้บ้าง แต่ก็ทำความเสียหายหนักให้กับนักลงทุนที่ “เชี่ยวชาญมาก” ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ในจีนเองนั้น “VI ระดับเซียน” ของไทยหลายคนก็เคยถูกโกงมาแล้วด้วยข้อมูลและเรื่องราวที่ “ออกแบบมา” เพื่อ “กิน VI” โดยเฉพาะ ดังนั้น อย่า “ใสซื่อ” เวลาวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวว่ามัน “So Good” จนยอมทุ่มเทซื้อไม่ว่าราคาจะแพงแค่ไหน

ข้อมูลที่ผมคิดว่าจะช่วยให้เราฉุกคิดว่ามันอาจจะ “Too Good to be True” หรือดีเกินที่จะเป็นจริงก็คือ อัตราการทำกำไรต่อยอดขาย ที่มันดีกว่าปกติของบริษัทในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาและดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมมากทั้ง ๆ ที่คุณภาพของบริษัทไม่ได้ดีสุดยอด และอาจจะพอ ๆ กับค่าเฉลี่ยโดยที่เราไม่ได้ “ลำเอียง” จะเป็นสิ่งที่เตือนว่ามันอาจจะมีการตกแต่งเพื่อมากินเงินของนักลงทุนรวมถึง VI ที่มักจะถูกครอบงำหรือหมกมุ่นกับการเติบโตของกำไรของกิจการมากเกินไป