เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
Real Estate จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
‘อนุทิน’ ชี้ 1 ปี ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำประชาชนใช้ชีวิตได้ไม่ต้องกังวล
Politics ‘อนุทิน’ ชี้ 1 ปี ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำประชาชนใช้ชีวิตได้ไม่ต้องกังวล
น้ำมันไทยไม่ขาด มีสำรองใช้ 108 วัน พร้อมดึงกองทุนฯ ลดราคา แม้ติดลบ 6.4 หมื่นล้าน
Economic น้ำมันไทยไม่ขาด มีสำรองใช้ 108 วัน พร้อมดึงกองทุนฯ ลดราคา แม้ติดลบ 6.4 หมื่นล้าน
ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ รายเดียว ยื่นข้อมูลเท็จถือหุ้น TRUE
Finance ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ รายเดียว ยื่นข้อมูลเท็จถือหุ้น TRUE
ปกรณ์ เผยตรวจสอบโกงสอบท้องถิ่น จบแล้ว มีภาครัฐ-เอกชนเอี่ยวนับ 100 ชีวิต
Politics ปกรณ์ เผยตรวจสอบโกงสอบท้องถิ่น จบแล้ว มีภาครัฐ-เอกชนเอี่ยวนับ 100 ชีวิต
‘เอกนิติ’ เผย ‘ศุภจี’ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ คุยภาคเอกชนรับมือ
Politics ‘เอกนิติ’ เผย ‘ศุภจี’ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ คุยภาคเอกชนรับมือ
รัฐบาลพับแผน ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้ผลศึกษาไม่คุ้ม เปลี่ยนไปพัฒนาระบบราง-ท่าเรือระนอง
Politics รัฐบาลพับแผน ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้ผลศึกษาไม่คุ้ม เปลี่ยนไปพัฒนาระบบราง-ท่าเรือระนอง
EXIM BANK ผลงาน Q2/69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.2 หมื่นล้าน ปรับกลยุทธ์ช่วย SMEs
Finance EXIM BANK ผลงาน Q2/69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.2 หมื่นล้าน ปรับกลยุทธ์ช่วย SMEs
ดูทั้งหมด

ห่วงแจกเงิน 10,000 บาท กระทบการคลัง ฟิทช์จับตาหนี้สาธารณะไทย

09 ก.ย. 2566 | 07:48น.

ถอดรหัสนโยบายเศรษฐา 1 ธปท.-นักเศรษฐศาสตร์ห่วงนโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ใช้เงินกว่า 5.6 แสนล้านบาทกระทบเสถียรภาพการคลัง “ฟิทช์ เรทติ้งส์” จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หวั่นหนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้น นายกฯเดินหน้ารับฟังความเห็น ผู้ว่าการแบงก์ชาติ-สศค. เพื่อให้การดำเนินนโยบายทั้ง “แจกเงิน-พักหนี้” ไม่กระทบเสถียรภาพการเงินการคลัง “กฤษฎา” เตรียมแผนเร่งรื้องบฯปี’67 ยอมรับแอป “เป๋าตัง” เป็นช่องทางที่ดี วงในเผย “เป๋าตัง” หลังบ้านเชื่อมต่อเทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่แล้ว

รมช.คลังเร่งรื้องบฯปี’67

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความคืบหน้าการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ได้มีการหารือกันไปในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งค่อนข้างมีความหลากหลาย แต่คงจะต้องมีการหารือกันอีกในเร็ว ๆ นี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วต้องเลือกเพียงวิธีการเดียว

จากเดิมทีแนวคิด CBDC ของแบงก์ชาติก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง ส่วนช่องทางการแจกเงินผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ก็ถือเป็นช่องทางที่ดี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ หากมีความชัดเจนแล้วจะแจ้งให้ทราบ ไม่อยากทำให้ประชาชนสับสน รับรองว่าจะได้ข้อยุติในไม่ช้า

นายกฤษฎากล่าวว่า ส่วนเรื่องงบประมาณหรือแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ก็มีหลายส่วน แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้งนี้ ตามกรอบวงเงินที่ใช้ได้ ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีอยู่หลายส่วน และก็มีหลายโครงการที่ไม่ทำแล้ว อาจจะใช้วงเงินตรงนั้นมาไฟแนนซ์ในส่วนนี้ได้ อย่างไรก็ตาม คงจะต้องไปศึกษาเรื่องการจัดสรรงบประมาณก่อน

โดยวงเงินตามมาตรา 28 ตามกรอบของปีงบประมาณ 2566 ก็จะเหลือแค่ประมาณ 18,000 ล้านบาท แต่พอสิ้นปีงบประมาณก็จะมีการชำระหนี้บางส่วน และเงินจากโครงการต่าง ๆ ที่ไม่ทำแล้วมา น่าจะมีการตั้งงบฯคืนประมาณ 1 แสนล้านบาท

ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 กำลังจะมีการนัดหารือกันใหม่ โดยสำนักงบประมาณได้ออกตารางงบประมาณมาแล้ว คาดว่าน่าจะเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในครั้งแรกหรือไม่ก็ครั้งที่สองได้ ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อรัฐบาลมีการดำเนินนโยบายต่าง ๆ คาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ปีหน้าเติบโตได้ตามเป้าหมายใหม่ของสภาพัฒน์ ที่ประมาณ 2.8%

ขยายกรอบมาตรา 28

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ล่าช้า ซึ่งทางสำนักงบฯคาดว่าประมาณเดือน พ.ค. 2567 ถึงจะใช้ได้ ดังนั้นในการที่จะดำนินนโยบายแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต ให้ทันวันที่ 1 ก.พ. 2567 หรือภายในไตรมาสแรก ตามที่นายกฯเศรษฐาให้สัมภาษณ์ ก็จะต้องใช้มาตรการกึ่งการคลัง โดยยืมเงินรัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งถือเป็นรัฐวิสาหกิจมาใช้ไปก่อน โดยที่รัฐบาลจะตั้งงบฯชดเชยคืนให้ในภายหลัง ซึ่งจะมีกรอบวงเงินที่ใช้ได้

อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดว่า ยอดคงค้าง หรือภาระที่รัฐต้องรับชดเชยค่าใช้จ่าย หรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ ต้องไม่เกิน 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งตามที่ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง ระบุว่าจะเหลือวงเงินใช้ได้ประมาณ 118,000 ล้านบาท ดังนั้นก็อาจจำเป็นต้องมีการขอขยายกรอบวงเงินของมาตรา 28 ซึ่งสามารถทำได้

ห่วงสร้างภาระการคลัง 5 แสน ล.

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า จากร่างนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา มีเพียงเรื่องแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทเท่านั้นที่ยังค่อนข้างน่ากังวล เพราะจะเป็นภาระทางการคลังถึงกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งหากรอใช้เงินงบประมาณ โครงการจะเริ่มได้ ก็คงเป็นช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า แต่หากใช้มาตรการกึ่งการคลัง ยืมเงินรัฐวิสาหกิจ หรือแบงก์รัฐมาใช้ก่อน ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง แล้วจ่ายชดเชยภายหลัง ก็ต้องบอกว่าคงไม่ใช่วินัยการคลังที่ดี อย่างไรก็ดี ในช่วงที่งบประมาณปกติล่าช้า ยังใช้ไม่ได้ ก็สามารถใช้มาตรการกึ่งการคลังได้ ซึ่งขึ้นกับว่าตีโจทย์ภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้อย่างไร

“เศรษฐกิจไทยตอนนี้ ผมตีความว่า ไม่ต้องไปกระตุ้นใหญ่ แต่ควรเน้นให้เกิดการกระจายตัว เพราะตอนนี้การเติบโตอยู่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่ พวกธุรกิจต่างจังหวัด ธุรกิจเอสเอ็มอียังอ่อนแอมาก ดังนั้นอาจจะต้องมีนโยบายกระตุ้นกลุ่มเหล่านี้เร่งด่วนมากกว่า หรือออกแบบนโยบายให้เงินหมุนไปสู่ต่างจังหวัดให้มากที่สุด”

ฟิทช์ฯจับตาหนี้สาธารณะไทย

ดร.อมรเทพกล่าวอีกว่า ในเรื่องภาระทางการคลังนั้น ล่าสุดทางฟิทช์ เรทติ้งส์ ก็เป็นห่วงว่า หนี้สาธารณะของไทยเริ่มขยับขึ้นมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่มีเครดิตเรตติ้งระดับเดียวกัน แม้ว่าตอนนี้ระหนี้สาธารณะจะยังไม่สูงมากก็ตาม ซึ่งระยะต่อไปก็ขึ้นกับว่ารัฐบาลมีแนวทางเก็บรายได้เพิ่ม หรือขยายฐานภาษีอย่างไร

“ผมเสียดายว่าที่ผ่านมา ไม่มีการลงทุนที่จะยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เพราะเน้นแจกกันมาโดยตลอด การลงทุนพวกรถไฟฟ้าก็กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยเห็นการลงทุนในต่างจังหวัดที่จะช่วยยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ผมมองว่าถ้าเราทุ่มเงินไปกับการกระตุ้นหมด ก็จะไม่เห็นการลงทุน” ดร.อมรเทพกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 นักวิเคราะห์ของฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) กล่าวถึงประเทศไทยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจถูกจำกัดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผสมชุดใหม่อาจส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้น

การจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคอาจจะสามารถผลักดันนโยบายตามฉันทามติได้ แต่มุมมองที่แตกต่างหลากหลายในพรรคร่วมรัฐบาลจะทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปี 2567 ยุ่งยากและล่าช้า ขณะที่การจะเพิ่มศักยภาพทางการคลังหรือการรัดเข็มขัดทางการคลัง ก็มีข้อจำกัดจากคำมั่นสัญญาที่หาเสียงไว้ว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่อาจจะสร้างแรงกดดันให้สัดส่วนหนี้ภาครัฐต่อจีดีพีสูงขึ้น เว้นแต่ว่าจะสามารถรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไปได้

รายงานข่าวระบุว่า ตัวหนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2566 อยู่ที่ 10.97 ล้านล้านบาท คิดเป็น 61.69% ของจีดีพี

นายกฯถกผู้ว่าการแบงก์ชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2566 ได้พูดคุยกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงเรื่องนโยบายดิจิทัลวอลเลตที่จะมอบให้ประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 10,000 บาท ซึ่ง ธปท.ได้ให้ข้อคิดมาหลายเรื่อง และให้คำแนะนำว่า ถ้าจะออกดิจิทัลวอลเลต ในระยะกลางและระยะยาวของประเทศ ระบบการเงินการคลังของประเทศจะเป็นลักษณะไหน อย่างเช่น ตัวเลขหนี้สาธารณะจะขึ้นจะลงอย่างไร โดยการจ่ายเงินเป็นการทำผ่านบล็อกเชน และเดินหน้าได้ในไตรมาสแรกปี 2567 แน่นอน

แหล่งข่าวจากทีมทำงานของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจเปิดเผยว่า จากที่นายกรัฐมนตรีได้มีการพบปะหารือกับผู้ว่าการ ธปท. ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และหน่วยงานเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็นถึงแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องนโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต ให้กับประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป ทุกคน จะต้องใช้เม็ดเงินสูงกว่า 5 แสนล้านบาท รวมถึงเรื่องมาตรการพักหนี้เกษตรกร เอสเอ็มอี และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ว่าการ ธปท.ได้แสดงความคิดเห็นว่า ธปท.มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้เริ่มฟื้นตัว ไม่มีความจำเป็นต้องกระตุ้นเพิ่มแบบเหวี่ยงแห เพราะใช้เงินเยอะ ซึ่งก็กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลัง ทั้งนี้ ควรโฟกัสลงไปในจุดในกลุ่มเปราะบางที่ได้ผลจริง รวมถึงแสดงความกังวลเรื่องภาระทางการคลังที่จะตามมา และตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศ รวมถึงมีการนำเสนอข้อมูลเรื่องมาตรการพักหนี้เกษตรกร และเอสเอ็มอีด้วย

“เป๋าตัง” หลังบ้านเชื่อมบล็อกเชน

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับวิธีการและช่องทางการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต ซึ่งนายกฯเศรษฐาได้ระบุว่า จะเป็นการจ่ายเงินเป็นการทำผ่านบล็อกเชน และเดินหน้าได้ในไตรมาสแรกปี 2567 จากที่มีการหารือเบื้องต้นเพื่อให้การดำเนินนโยบายทันภายในไตรมาสแรก ก็จะเป็นการจ่ายเงินผ่านแอป “เป๋าตัง” เพราะหลังบ้านแอปเป๋าตังมีการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่แล้ว

อย่างในส่วนของบริการ “วอลเล็ต สบม.” ที่เปิดให้ประชาชนสามารถซื้อพันธบัตรออมทรัพย์หน่วยละ 1 บาท หรือการเปิดขายสลากดิจิทัล 80 บาท ผ่านแอปเป๋าตัง บริการเหล่านี้หลังบ้านก็เชื่อมต่อเทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่แล้ว นอกจากนี้ แอปเป๋าตังถือเป็น G-wallet ของรัฐบาล เพียงแต่มีธนาคารกรุงไทยเป็นผู้พัฒนาและให้บริการ

“เรื่องนี้นายกฯเศรษฐาทราบรายละเอียดดี เพราะได้มีการพบปะพูดคุยกับผู้บริหารของธนาคารกรุงไทยแล้ว เพราะการที่จะทำโครงการอย่างรวดเร็ว มีความปลอดภัย ไม่มีปัญหา คงไม่มีใครกล้าลองของใหม่”

แหล่งข่าวกล่าวว่า นโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต แน่นอนว่าจะสามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัว โตเด้งขึ้นมาได้ แต่ประเด็นสำคัญคือจะทำให้เติบโตต่อเนื่อง ยั่งยืนได้หรือไม่ ในขณะที่รัฐบาลจะมีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นจากการดำเนินนโยบายต่าง ๆ

กสิกรฯชี้ต้องทำเรื่องระยะยาว

ขณะที่นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า นโยบายที่ออกมาหลายเรื่องก็เป็นการช่วยลดภาระประชาชน ถือว่าดีสำหรับการดูแลระยะสั้น หรือเฉพาะหน้า ก็เป็นนโยบายประเภท “ควิกวิน” ที่ดี เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังเพิ่งฟื้นตัวจากโควิด-19 ซึ่งเศรษฐกิจไทยฟื้นค่อนข้างช้า อย่างไรก็ดี เรื่องระยะยาวก็ควรต้องทำควบคู่ไปด้วย

“การแจกเงินในช่วงที่เศรษฐกิจซึม ๆ ก็เป็นการกระตุ้นที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะการใช้จ่ายเงิน 5 แสนกว่าล้านบาท ถึงแม้ว่าอาจจะมีการไปกู้ หรือโยกงบประมาณมา ก็ต้องดูความเหมาะสม คือตอนนี้ไม่ได้มีปัญหาหรอก เพราะเราไม่ได้มีหนี้สินสูง แต่ว่าในระยะยาว เราต้องหาอุตสาหกรรมที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และต้องหารายได้ไว้รองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุด้วย”

นายบุรินทร์กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นก็คือ นโยบายระยะยาว โดยเฉพาะเพื่อรองรับสังคมสูงวัย รวมถึงการหาเครื่องยนต์ใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้ในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้า เช่น หากจะผลักดันอุตสาหกรรมเวลเนส ก็ต้องแก้ไขกฎหมายให้เอื้อต่อการดึงดูดคนที่อยากเข้ามาใช้ชีวิตเพื่อเตรียมเกษียณในประเทศไทย เป็นต้น

ทั้งนี้ ลำพังจะพึ่งพาแต่ภาคท่องเที่ยวอย่างเดียวคงไม่ได้