กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 35.40-36.00 บาทต่อดอลลาร์ รอตีความสัญญาณเฟด
วันที่ 18 กันยายน 2566 กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า กรุงศรีมีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาท ในสัปดาห์นี้ (18-22 ก.ย.) ว่าเงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 35.40-36.00 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 35.79 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 35.43-35.82 บาท/ดอลลาร์
เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโรแต่ทรงตัวเมื่อเทียบกับเยนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนีดอลลาร์แตะจุดสูงสุดในรอบกว่า 6 เดือน ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปของสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.7% YOY ในเดือน ส.ค. หลังจากปรับขึ้น 3.2% ในเดือน ก.ค. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 4.3% ในเดือน ส.ค. ซึ่งชะลอลงจาก 4.7% ในเดือน ก.ค.
นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ส.ค.ของสหรัฐสูงเกินคาด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอาจจะชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
ทางด้านธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 25bp สู่ 4.00% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการใช้สกุลเงินยูโร อย่างไรก็ดี อีซีบีส่งสัญญาณว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย อีกทั้งอีซีบีได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนลง ทางด้านเงินดอลลาร์ออสเตรเลียและดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 5,572 ล้านบาท และ 6,813 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีตราสารหนี้ครบอายุ 4,840 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 5.25-5.50% ในการประชุมวันที่ 19-20 ก.ย. โดยตลาดจะให้ความสนใจกับรายงานสรุปการคาดการณ์เศรษฐกิจ (SEP) และดอกเบี้ย (Dot Plot) ฉบับล่าสุด
นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยสู่ 5.50% และอาจเป็นครั้งสุดท้าย ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีแนวโน้มคงนโยบายไว้ตามเดิม ในภาวะเช่นนี้ ราคาสินทรัพย์ทางการเงินจะเหวี่ยงตัวผันผวนสูงตามท่าทีการสื่อสารของธนาคารกลางหลักของโลก และการตีความของผู้ร่วมตลาด
สำหรับประเด็นในประเทศ กรุงศรีมองว่าผู้ว่าการ ธปท.ระบุถึงความกังวลเรื่องเสถียรภาพด้านการคลัง โดยมองว่าไทยไม่จำเป็นต้องกระตุ้นการบริโภคมากนัก เนื่องจากการบริโภคกำลังขยายตัวได้ดี แต่ควรเน้นเรื่องการลงทุน ทั้งนี้ ธปท.ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจให้เติบโตตามศักยภาพ ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในกรอบอย่างยั่งยืน โดยมองว่าดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ใกล้ระดับเหมาะสมแล้ว