ผู้ถือหุ้นกรุงเทพประกันภัยไฟเขียวปรับโครงสร้างธุรกิจ ตั้งโฮลดิ้งแลกหุ้นเข้าตลาด

กรุงเทพประกันภัย

ผู้ถือหุ้น “กรุงเทพประกันภัย ” ไฟเขียวปรับโครงสร้างธุรกิจ ตั้งโฮลดิ้งแลกหุ้นเข้าตลาด คาดทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ไตรมาส 2 ปี 2567 แย้มแผนลงทุน “เทคคอมปะนี-ศูนย์ตรวจสภาพรถ-นาโนไฟแนนซ์”

วันที่ 9 ตุลาคม 2566 บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2566 บริษัทได้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2566 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ณ อาคารกรุงเทพประกันภัย นำโดยนายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ พร้อมด้วย ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ นางวีระนุช ธรรมาวรานุคุปต์ Senior Partner บริษัท ทีทีที แอนด์ พาร์ทเนอร์ จำกัด ที่ปรึกษากฎหมาย และนายเอนก คีรีเสถียร เลขานุการบริษัท

โดยที่ประชุมพิจารณาอนุมัติเห็นชอบแผนการปรับโครงสร้างบริษัท โดยการจัดตั้ง บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และจะดำเนินการยื่นไฟลิ่ง (แบบ 69/247-1) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อพิจารณาต่อไป

โดย BKIH จะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อแลกกับหุ้นสามัญของ BKI ในอัตราเท่ากับ 1 หุ้นสามัญของ BKI ต่อ 1 หุ้นสามัญของ BKIH และภายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทเสร็จสิ้นแล้ว BKI จะเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และ BKIH จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แทนที่หุ้นของบริษัทในวันเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567

Advertisment

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพประกันภัย (BKI) เปิดเผยว่าสำหรับการดำเนินธุรกิจในอนาคต บริษัทวางแผนจะดำเนินธุรกิจผ่าน 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มธุรกิจหลัก ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย โดยจะมีขนาดสินทรัพย์รวมกันไม่น้อยกว่า 75% ของสินทรัพย์รวมของ BKIH ประกอบด้วย 3 สายงานธุรกิจ ได้แก่

  • ธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย (Non-Life Insurance)
  • ธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศ (International Insurance)
  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัย (Insurance Related)

2.กลุ่มธุรกิจอื่น ดำเนินธุรกิจนอกเหนือจากการประกันภัย โดยจะมีขนาดของสินทรัพย์รวมกันไม่เกิน 25% ของสินทรัพย์รวมของ BKIH

โดยในช่วง 2 ปีแรก ผลประกอบการเกือบ 100% ของ BKIH ยังคงมาจาก BKI แต่ในช่วงเวลาเดียวกันบริษัทจะทำการศึกษาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ และความคุ้มทุนในการขยายกรอบธุรกิจ โดยจะเห็นความชัดเจนการลงทุนในไปป์ไลน์ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป

Advertisment

“ตอนนี้รอหลาย ๆ ปัจจัยที่มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องภาวะสงครามที่กำลังตึงเครียด ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง และดอกเบี้ยที่มีท่าทีจะปรับขึ้นอีก”

อย่างไรก็ดี เบื้องต้นมีแนวทางการลงทุนกลุ่มแรกคือ 1.บริษัทเทคคอมปะนี ที่มีความเกี่ยวข้องกับเอไอเทคโนโลยี เพื่อจะนำไปสู่การเป็น Digital Insurance เพื่อสร้างความเป็น Zero-Touch Customer Experience ซึ่งช่วงนี้กำลังมองหาแพลตฟอร์มและผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมจัดตั้งบริษัท และในอนาคตบริษัทนี้จะสามารถเป็น Outsourcing Services ให้กับบริษัทประกันวินาศภัยขนาดกลางและขนาดเล็กที่ขาดศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีได้ด้วย

2.ลงทุนสร้างศูนย์ตรวจสภาพรถ เพื่อการทำประกันภัย สำหรับรถที่มีอายุมากกว่า 7 ปีขึ้นไป ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีเอไอมาช่วย โดยบริษัทนี้จะอยู่ภายใต้บริษัทเทคคอมปะนี เบื้องต้นยังไม่ได้วิเคราะห์ความคุ้มทุน แต่อยู่ในไปป์ไลน์ของการศึกษา โดยในพื้นที่นี้เล็งว่าจะมีสำนักงานตัวแทนนายหน้า ณ จุดตรวจสภาพรถด้วย ซึ่งสามารถจะนำเสนอขายประกันภัยให้ได้ฐานลูกค้าที่กว้างขวางขึ้น

“เราฟันธงว่าทำแน่ เพียงแต่จะไปในสเกลไหน มีการร่วมทุนกับใคร อาจจะต้องใช้ระยะเวลาศึกษาอย่างละเอียด เพราะต้องใช้เงินทุนพอสมควร”

ส่วนการลงทุนกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ มีความสนใจทั้งธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ แต่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ที่สูงพอในการทำธุรกิจ ภายใต้สภาพหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เปราะบางมาก แต่ก็จะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการเติบโตของ BKIH นอกจากนี้ยังสนใจลงทุนในกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ และเกี่ยวกับการบริการเทเลเมดิซีนอีกด้วย

โดยแหล่งเงินลงทุนนั้น เบื้องต้นมีหลายทางไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเงินธนาคารหรือการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ และจะมีรายได้จากเงินปันผลของบริษัทย่อย อาทิ BKI เข้ามาเป็นทุนสำรองในอนาคต