ส่อง 3 ปัจจัยชี้ชะตาตลาดหุ้นสหรัฐ ในปี 2024

หุ้นสหรัฐ
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2023 เริ่มถึงช่วงเวลาที่นักลงทุนจะต้องเริ่มปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อรับปี 2024 ที่กำลังจะมาถึง โดยเราจะเน้นโฟกัสไปที่ตลาดหุ้นสหรัฐ ที่เป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก และแน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐจะกระทบมายังความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก

ซึ่ง 3 ปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาตลาดหุ้นสหรัฐในปีหน้า คือเศรษฐกิจที่จะถดถอยแบบรุนแรงหรือไม่ ทิศทางของอัตราดอกเบี้ย และการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี

เศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่ และรุนแรงแค่ไหน

ภาวะ recession หรือเศรษฐกิจถดถอย ยังคงเป็นปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องจับตาในปี 2024 ซึ่งถึงแม้ดูเหมือนตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งภาคการบริโภคและภาคแรงงานยังคงออกมาแข็งแกร่ง แต่ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่คงอยู่ในระดับสูงอย่างยาวนาน น่าจะเริ่มส่งผลกระทบมายังเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยรุนแรงแค่ไหน หรือจะเพียงแค่ยังเติบโตได้ แต่เติบโตในอัตราที่ชะลอลง

ซึ่งการลงทุนที่น่าจะช่วยลดความผันผวนจากความเสี่ยงดังกล่าวได้คือ การเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างรายได้และมีกำไรอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะเช่นใดก็ตาม

อาทิ หุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันเน้นรายได้จากการชำระค่าสมาชิกแบบประจำ (subscription) หรือหุ้นของบริษัทที่เป็นแบรนด์สินค้าราคาแพง (luxury brand) ที่ยังสามารถคงราคาขายหรือขึ้นราคาได้ และมีความต้องการซื้อสูงถึงแม้เศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีก็ตาม

ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มมีการปรับลดลงหรือไม่

ถึงแม้ Fed จะยังเน้นย้ำเสมอว่า จะยังคงไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะมั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อได้ลดลงสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% แล้ว แต่ก็ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ Fed น่าจะเริ่มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 และตลาดประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงเดือนพฤษภาคมของปีหน้า

โดยที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเหมือนสิ่งที่สะท้อนมุมมองของตลาดที่มีต่อดอกเบี้ยในระยะยาวของสหรัฐ หลังจากขึ้นไปทำจุดสูงที่ราว 5% ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็เริ่มปรับลดลง และน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ถึงแม้ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยยาวนานกว่าที่คาดก็ตาม

ซึ่งจากทิศทางของอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี น่าจะทำให้การลงทุนในตราสารหนี้ของสหรัฐมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่ก็ต้องเน้นไปที่ตราสารหนี้ที่มีการจัดลำดับความน่าเชื่อถือสูงและเป็นบริษัทที่มีคุณภาพ เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงและเศรษฐกิจที่อาจเกิดภาวะถดถอย อาจทำให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีลำดับความน่าเชื่อถือไม่สูง มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐช่วงเดือนพฤศจิกายน

ปี 2024 จะมีการเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยที่ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตจะยังเป็น ปธน. Joe Biden เหมือนเดิม ส่วนตัวแทนจากพรรค Republican มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นอดีต ปธน. Donald Trump ซึ่งนโยบายของทั้ง 2 คนในหลายประเด็นก็ถือว่าไม่มีความแตกต่างกันเท่าไหร่

โดยเฉพาะท่าทีกีดกันทางการค้าที่มีต่อจีน แต่การดำเนินนโยบายด้านต่างประเทศอื่น ๆ ทั้งประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน และ สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มปาเลสไตน์ น่าจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ ถือว่ามีความแตกต่างกัน อาทิ การส่งเสริมพลังงานสะอาด ที่ ปธน. Joe Biden มุ่งเน้นมากกว่า หรือการดำเนินนโยบายสนับสนุนภาคเอกชน ซึ่งในอดีต ปธน. Trump มีนโยบายลดภาษี

รวมถึงมักให้ความเห็นสนับสนุนการใช้ดอกเบี้ยในระดับไม่สูงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผลเลือกตั้งที่จะออกมาน่าจะส่งผลกระทบโดยตรงกับตลาดหุ้นสหรัฐ

นอกจากนี้ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง การประกาศนโยบายต่าง ๆ ของตัวแทนจากทั้ง 2 พรรคก็อาจจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นได้ อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งครั้งนี้นโยบายด้าน healthcare อาจจะไม่ใช้สิ่งที่ 2 ตัวแทนจากทั้ง 2 พรรคมุ่งเน้นในการหาเสียง ทำให้หุ้นในกลุ่ม healthcare อาจจะไม่ได้มีความผันผวนเกิดขึ้นมากเหมือนกับในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในครั้งที่ผ่าน ๆ มา


และนี่ก็คือ 3 ปัจจัยที่น่าจะกำหนดทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งโดยภาพรวมถึงแม้ว่าจะยังเห็นว่าจะมีความเสี่ยงอยู่ในหลายประเด็นก็ตาม แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีโอกาสที่การลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้จะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่ตลาดหุ้นต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงมากมายเหลือเกิน