บาทเคลื่อนไหวในกรอบ จับตารอดูตัวเลข PCE สหรัฐ
เงินบาท
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ จับตารอดูตัวเลข PCE สหรัฐ หรือดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมรอบถัดไป
วันที่ 21 ธันวาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/12) ที่ระดับ 34.94/96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (21/12) ที่ระดับ 34.90/92 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาดี
ทั้งนี้ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ โดยตลาดจับตาดูตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐที่จะมีการเปิดเผยในคืนวันศุกร์ (22/12) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมรอบถัดไป
เมื่อคืนวาน (20/12) สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่ายอดขายบ้านมือสองปรับตัวสูงขึ้น 0.8% สู่ระดับ 3.82 ล้านยูนิต ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.78 ล้านยูนิต หลังจากปรับตัวลงติดต่อกัน 5 เดือน โดยได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง รวมถึงจำนวนบ้านในตลาดที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ราคาบ้านปรับสูงขึ้น โดยราคาเฉลี่ยของบ้านเพิ่มขึ้น 4% สู่ระดับ 387,600 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวลดลง 7.3% เมื่อเทียบรายปี
นอกจากนี้ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐในเดือนธันวาคม ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 110.7 จากระดับ 101.0 ในเดือนก่อนหน้า ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 104.5 หลังได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้บริโภคคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.82-35.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.85/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจภายในภูมิภาค ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีที่ระดับ 3.4% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีไว้ที่ระดับ 4.20% ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ หลังจาก PBOC มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปีไว้ที่ระดับ 2.5% เมื่อสัปดาห์ก่อน รวมถึงมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบจำนวน 8 แสนล้านหยวน (1.12 แสนล้านดอลลาร์) ผ่านทางโครงการ ผ่านทางโครการ MLF
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/12) ที่ระดับ 1.0947/51 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (20/12) ที่ระดับ 1.0958/62 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0933-1.0955 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0936/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโรสหรัฐ
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจภายในภูมิภาค สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 3.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ และถือป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน ไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงาน ปรับตัวลงสู่ระดับ 5.1% ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อเทียบเป็นรายปี ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 5.6% เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ยังคงมีมติดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25% รวมถึงส่งสัญญาณว่า จะยังคงดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อไปอีกสักระยะ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/12) ที่ระดับ 143.01/02 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (21/12) ที่ 143.45/46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 7.769 แสนล้านเยน (5.4 พันล้านดอลลาร์) ในเดือนพฤศจิกายน หลังยอดส่งออกลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน โดยยอดส่งออกปรับตัวลดลง 0.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ระดับ 8.82 ล้านล้านเยน ขณะที่ยอดนำเข้าปรับตัวลดลง 11.9% แตะระดับ 9.60 ล้านล้านเยน
ทั้งนี้ยอดขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นลดลง 62.2% จากระดับปีก่อนหน้า เนื่องจากการนำเข้าพลังงานลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐมูลค่า 8.0429 แสนล้านเยน ขณะที่ยอดขาดดุลการค้ากับจีนแตะ 6.5402 แสนล้านเยน ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.79-143.56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 143.15/16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (21/12), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐ (GDP) ไตรมาส 3/2566 (22/12), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน พ.ย. ของสหรัฐ (22/12), คำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ (22/12), ยอดขายบ้านใหม่เดือน พ.ย. (22/12) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของรัฐมิชิแกน (22/12)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.00/-8.60 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10.10/-8.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ
- ค่าเงินบาทวันนี้ (21 ธ.ค. 66) เปิดตลาดอ่อนค่า 35.00 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
- แบงก์เสียงแตกเงินบาทปี’67 “SCB-กสิกรฯ” มองแข็งค่า-ttb คาดอ่อน
- โลกป่วน “ทอง” ขาขึ้นปี’67 แบงก์ชาติทั่วโลกแห่ตุน-ลุ้นราคาทำสถิติใหม่