Skip to content

แบงก์เสียงแตกเงินบาทปี’67 “SCB-กสิกร” มองแข็งค่า-ttb คาดอ่อน

21 ธ.ค. 2566 | 06:40น.
แบงก์เสียงแตกเงินบาทปี’67 “SCB-กสิกร” มองแข็งค่า-ttb คาดอ่อน

แบงก์เสียงแตกวิเคราะห์เทรนด์ “ค่าเงินบาท” ปี’67 “กสิกรไทย-ไทยพาณิชย์” ประเมินมีแนวโน้ม “แข็งค่า” ขึ้นต่อเนื่อง ชี้จากมุมมองเฟดลดดอกเบี้ยดอลลาร์เริ่มอ่อน-ไทยกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ด้าน “ทีทีบี” มองสวนทางยังมีโอกาสอ่อนค่าแตะ 37 บาท/ดอลลาร์ เหตุดุลการชำระเงินยังไม่ฟื้น

นายแพททริก ปูเลีย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานตลาดการเงิน สายงานตลาดการเงิน กลุ่มธุรกิจ Wholesale Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทปี 2566 นี้ นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอ่อนค่าประมาณ 1%

แต่ปัจจุบันค่าเงินบาททยอยแข็งค่า คาดว่าสิ้นปี 2566 เงินบาทจะอยู่ในกรอบ 34.50-35.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนปีหน้า (2567) คาดว่าค่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าต่อเนื่อง ในกรอบ 32-33 บาทต่อดอลลาร์

แพททริก ปูเลีย
แพททริก ปูเลีย

โดย 3-4 ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในปีหน้า คือ 1.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในช่วงต้นไตรมาส 2/2567 รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) ปรับลดลง ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า 2.ราคาทองน่าจะปรับตัวขึ้นราว 5-10% เพราะบอนด์ยีลด์สหรัฐปรับลดลง ซึ่งเงินบาทได้รับอิทธิพลจากราคาทองคำค่อนข้างมากกว่าภูมิภาคอื่น

3.สกุลเงินเยนของญี่ปุ่น และเงินหยวนของจีน มีทิศทางแข็งค่าขึ้น โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 2/2567 หลังจากดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบมานาน ขณะที่จีนจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมในช่วงไตรมาส 1/2567 เพื่อกระตุ้นครัวเรือน จะส่งผลให้เงินหยวนและเงินเยนแข็งค่า ส่งผลให้เงินบาทได้รับอานิสงส์ด้วย

และ 4.เศรษฐกิจไทยแม้ว่าจะมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่จะยังเห็นการขยายตัวต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคการส่งออก และนักท่องเที่ยวที่จะกลับเข้ามามากกว่าปีนี้ รวมถึงราคาพลังงานที่ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้น ทำให้มีผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวกมากขึ้น หนุนให้เงินบาทแข็งค่าได้

“อย่างไรก็ดี อาจจะยังมีความเสี่ยงที่ต้อง จับตา ที่อาจจะเป็นแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้ในบางช่วง เช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และการเมืองในต่างประเทศ โดยเฉพาะจะมีการเลือกตั้งในสหรัฐ อาจจะสร้างความผันผวนต่อตลาดได้”

นายแพททริกกล่าวอีกว่า ส่วนกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ปีหน้าจะเห็นการทยอยไหลกลับเข้ามาของเงินทุนต่างชาติได้ จากปีนี้ที่ฟันด์โฟลว์ไหลออก ต่ำกว่าช่วงโควิด-19 และต่ำสุดในภูมิภาค เนื่องจากปีหน้าคาดว่านโยบายภาครัฐจะมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจ แล้วกลับเข้ามาลงทุน

นางสาวกฤติกา บุญสร้าง ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย อาวุโส กล่าวว่า ห้องค้ากสิกรไทย คาดการณ์ค่าเงินบาทปี 2567 มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น โดยสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับตัวและผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ตามวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใกล้ถึงจุดจบ ทำให้ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเฟดมีแนวโน้มแคบลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลมากขึ้น

ทั้งนี้ ในปีนี้ ค่าเงินบาทผันผวนหนักมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในรอบ 15 ปี รองจากเมื่อปี 2565 เนื่องจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2544 ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ากดดันค่าเงินสกุลอื่น โดยเฉพาะค่าเงินเอเชีย ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจจีน

และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายสวนกระแสทิศทางการเงินโลกของญี่ปุ่น ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนจากระดับสูงสุดของปีนี้ที่ 32.70 บาท/ดอลลาร์ ในช่วงต้นปี ไปแตะระดับอ่อนค่าที่สุดของปีที่ 37.10 บาท/ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนนี้จะยังต่อเนื่องไปในปี 2567 โดยแม้นโยบายการเงินมีแนวโน้มผ่อนคลายลง แต่ยังคงมีความเสี่ยงทั้งด้านสงคราม ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

“ปีหน้าเรามองเงินบาทกลับมาแข็งค่า จากแรงหนุนของตัวเลขนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะอยู่ที่ 33 ล้านคน ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวก รวมถึงปัจจัยกดดันจากดอลลาร์ที่ลดลง เนื่องจากเฟดจะต้องลดดอกเบี้ยในปีหน้า ถ้าจะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอย”

นายนริศ สถาผลเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb analytics) กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2567 ยังต้องจับตา โดยอาจจะไม่ได้
อยู่ในเทรนด์แข็งค่าขึ้นอย่างที่มีการมองกัน เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยลง อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยของไทย ก็ไม่ได้อยู่ระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค และคงไม่ปรับขึ้นแล้ว

นริศ สถาผลเดชา
นริศ สถาผลเดชา

“ถ้าดุลการชำระเงินเรายังไม่ได้เกินดุลมาก ๆ ผมว่าโอกาสที่เงินบาทจะแข็งก็คงไม่ได้มีมาก บางช่วงอาจจะเห็นไปถึง 37-37.50 บาทต่อดอลลาร์ด้วย และก็คงขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งปีนี้แม้ว่าดุลการค้าเราจะเกินดุล แต่ดุลบริการยังติดลบ ตลาดหุ้นก็มีเงินไหลออกค่อนข้างเยอะ เยอะกว่า FDI หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาด้วย รวม ๆ แล้ว คงยังต้องติดตามสถานการณ์ดุลการชำระเงินอยู่” นายนริศกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SCB ttb กสิกรไทย