เสียงสะท้อน 2 ซีอีโอประกัน เตือนระวังความเสี่ยง “รถ EV”

สมพร สืบถวิลกุล-อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน

เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยนโยบายภาครัฐที่ให้การสนับสนุนและเดินหน้าดึงผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่การรับประกันภัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยต้องศึกษารายละเอียดความเสี่ยงในการเข้าไปรับประกันรถ EV ให้ชัดเจนมากขึ้น

คาดประกันรถ EV พุ่งแสนคัน

นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย (TIP) ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า สำหรับในปี 2567 สมาคมได้มีการประมาณการว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) เข้าสู่ระบบประกันวินาศภัยจำนวน 100,000 กรมธรรม์ ตามคาดการณ์ยอดขายรถอีวีใหม่เพิ่มขึ้น 100,000 คัน

ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้เบี้ยรับรวมทั้งระบบอยู่ที่ 301,050-303,900 ล้านบาท เติบโต 5-6% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY)

“คาดว่าเบี้ยอีวีปีหน้าจะโต 5-6% ขณะนี้พอร์ตรถอีวีทั้งระบบมีเบี้ยรับรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท มีอัตราเบี้ยประกันเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ 17,000-20,000 บาทต่อคันต่อปีกรมธรรม์”

โดยตอนนี้จะเห็นได้ว่ามีค่ายรถยนต์แข่งขันกันมาก โดยเฉพาะค่ายรถอีวีจีนที่มีการทำตลาดอย่างกว้างขวางในประเทศไทย ขณะเดียวกันค่ายรถอีวียุโรปและญี่ปุ่นก็เริ่มจะมีแนวโน้มเข้ามาแข่งขันมากขึ้นด้วย ดังนั้นคาดว่าปี 2567 ตลาดนี้น่าจะมีความคึกคักแน่นอน

เตือนประกันคิดเบี้ยเหมาะสม

นายสมพรกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมค่อนข้างมีความกังวล เพราะเมื่อรถอีวีมีการประกันภัยเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทราบกันดีว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว โอกาสแบตเตอรี่จะได้รับความเสียหายมีค่อนข้างสูง ซึ่งมูลค่าของแบตเตอรี่คิดเป็น 75-80% ของราคารถ จึงได้พูดคุยกับบริษัทสมาชิกอยู่ตลอด ว่าต้องมีความระมัดระวังในการทำอัตราเบี้ยประกันภัยให้มีความเหมาะสม

เนื่องจากขณะนี้สมาคมได้ตรวจสอบข้อมูลการรับประกันรถอีวีทั่วโลก ปรากฏว่าในอเมริกาเริ่มมีปัญหา เพราะมีต้นทุนการซ่อมบำรุงและค่าสินไหมที่สูงมาก ทำให้เบี้ยประกันรถอีวีในอเมริกาเฉลี่ยสูงกว่ารถสันดาปถึง 30% และมีแนวโน้มจะเป็นลักษณะนี้ต่อไป ขณะที่เบี้ยประกันรถอีวีในประเทศไทยยังไม่สูงกว่ารถสันดาปอย่างมีนัยสำคัญ

“เราต้องใช้เวลาเก็บสถิติ 1-2 ปี ถึงจะมีประสบการณ์ที่ชัดเจนขึ้น สิ่งสำคัญมากที่น่าจะเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทยต้องระมัดระวังก็คือ รถสันดาปจะมีอายุใช้งานได้ถึง 15-20 ปี แต่รถอีวีใช้งานได้น้อยกว่านั้นมาก และถ้าแบตเตอรี่มีปัญหาต้องเปลี่ยน เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาล พอ ๆ กับการซื้อรถใหม่ จึงเป็นธุรกิจที่ต้องระมัดระวังในอนาคต”

หวั่น “ตัดราคาเบี้ย” เป็นจุดเสี่ยง

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพประกันภัย (BKI) กล่าวว่า ตอนนี้อัตราความเสียหายหรือเคลมสินไหม (Loss Ratio) ของรถอีวีในประเทศไทย อาจยังไม่ใช่ตัวสะท้อนความเสียหายที่แท้จริง

เนื่องจากการใช้งานรถน้อย จึงมีความเสียหายต่ำอยู่ ขณะนี้นำไปสู่การตัดราคาเพื่อให้ได้จำนวนเบี้ยเข้าสู่แต่ละบริษัท ซึ่งในระยะยาวจะไม่ส่งผลดีหากความเสียหายเกิดขึ้นและสะท้อนความเสียหายที่แท้จริง ดังนั้นนี่คือจุดเสี่ยงของภาคธุรกิจ

“เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการใช้รถอีวีอย่างเต็มที่เหมือนรถสันดาป เวลาเกิดความเสียหายขึ้นพวกค่าซ่อม ค่าแรง และค่าอะไหล่ จะสูงกว่าการซ่อมรถสันดาป เพราะต้องซ่อมศูนย์ห้างของดีลเลอร์เป็นหลัก ซึ่งราคาสูงกว่าซ่อมอู่ทั่วไป”

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า เมื่อเกิดความเสียหายโดยสิ้นเชิง (Total Loss) ต้องถือว่ามูลค่าซากของรถอีวีต่ำมาก เพราะมีชิ้นส่วนอะไหล่น้อย แบตเตอรี่ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำ (Recovery) ไม่เหมือนรถสันดาปที่นำชิ้นส่วนกลับมาใช้เป็น Second Hand ต่อได้

นอกจากนี้ รถอีวีเป็นรถอิเล็กทรอนิกส์มีเซ็นเซอร์มาก แต่ถ้าคนที่เคยลองขับจะเห็นว่าการออกตัวของรถอีวีค่อนข้างเร็วกว่ารถสันดาป เพราะฉะนั้นการขับที่ไม่คุ้นชินหรือการขับขี่โดยผู้ที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ มีความเสี่ยงจะเกิดความเสียหายสูง

“ลอสเรโชของรถอีวีปีแรก ๆ มีสัดส่วนแค่ 10% ต่อมาขยับขึ้นมาอยู่ 30% และปี 2566 ขึ้นมาเกือบแตะ 60% ไปแล้ว อย่างไรก็ดี เคลมสินไหมรถอีวีของบริษัทกรุงเทพประกันภัยปิดช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 55% และคาดว่าจนถึงสิ้นปี 2566 อาจจะยังต่ำกว่า 60%”

BKI ถอนตัวร่วมแคมเปญเสี่ยง

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการรับประกันรถอีวีของบริษัทกรุงเทพประกันภัย พยายามใช้ข้อมูลตลาดสากลเป็นพื้นฐานในการอ้างอิงกำหนดเบี้ย และจัดสรรประกันภัยต่อในรูปแบบของโควตาแชร์ เนื่องจากการรับประกันรถอีวีในประเทศไทยยังมีสถิติไม่มากพอ

โดยปิดสิ้นปี 2566 คาดว่าพอร์ตรับประกันรถอีวีน่าจะอยู่ประมาณ 10,000 คัน คิดเป็นมาร์เก็ตแชร์ 10% ของตัวเลขรถอีวีที่จดทะเบียน โดยพอร์ตงานในมือประกอบด้วย BYD, MG, ORA GOOD CAT, BMW, Tesla, Audi, Porsche

อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 คาดว่ามาร์เก็ตแชร์จะลดลงเหลือ 7% เนื่องจากบริษัทจะไม่เข้าร่วมแคมเปญเบี้ยประกันภัยคงที่ 2 ปีกับพันธมิตร (ต้องต่ออายุอัตโนมัติ 2 ปี ด้วยเบี้ยเท่าเดิมเพื่อจูงใจลูกค้า) เนื่องจากกังวลว่าจะไม่เป็นประโยชน์ในระยะยาว และไม่สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทด้วย

“นโยบายของเราคือการรับประกันภัยอย่างระมัดระวัง ซึ่งแคมเปญดังกล่าวไม่เป็นไปตามการบริหารความเสี่ยงภายในของบริษัท อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจะไม่กระทบเป้าหมายการเติบโตของพอร์ตเบี้ยประกันรถยนต์ในปี 2567 ที่จะโตระดับ 10% เนื่องจากปีแรกขายโดยดีลเลอร์ แต่ปีที่ 2 มักขายโดยโบรกเกอร์หรือตัวแทน ฉะนั้นเขาจะเลือกบริษัทประกันภัยที่มั่นคงในการส่งงาน เพราะผ่านประสบการณ์จากบริษัทที่ล้มหายตายจากไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทจะได้งานจากตรงนี้มากขึ้น”


เป็นเสียงสะท้อนจากผู้บริหารของ 2 ค่ายประกันใหญ่ ที่น่าสนใจเลยทีเดียว และน่าจะมีผลต่อการขับเคลื่อนตลาดรถ EV ในประเทศไทยไม่น้อย