ก.ล.ต. จ่อใช้เกณฑ์ใหม่ “หยุดเทรดชั่วคราว” คุมหุ้นร้อน ปิดทางซ้ำรอยเคสหุ้น MORE-STARK

ก.ล.ต.
แฟ้มภาพ

ก.ล.ต. จ่อใช้เกณฑ์ใหม่ “Auto Halt” หยุดเทรดชั่วคราวหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ คาดนำมาใช้ได้ภายในปี 2567 พร้อมยกระดับการทำงานผู้สอบบัญชี-กรรมการ ปิดทางซ้ำรอยเคสหุ้น MORE-STARK

วันที่ 27 ธันวาคม 2566 นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า การทำงานในปี 2566 สำนักงาน ก.ล.ต. มีบทบาทหน้าที่หลักทั้งการกำกับและพัฒนา โดยกรณีของบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ที่เป็นการปั่นหุ้นเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2565 สำนักงานได้เห็นว่าเป็นเคสเร่งด่วนและร้ายแรง โดยมีผู้กระทำผิดจำนวน 32 ราย

จึงนำมาสู่การหารือในการปิดช่องว่างของการเกิดเคส MORE ซึ่งถือเป็นเคสที่มีคนเข้ามาส่งคำสั่งซื้อขายจำนวนมาก ทำให้มีการศึกษาช่องว่างและถอดบทเรียนกับภาคเอกชน และได้เร่งรัดผลักดันมาตรการต่าง ๆ ทั้ง NVDR และคุณภาพหลักประกันสำหรับการให้วงเงินโบรกเกอร์ และต้องดำเนินการผลักดันให้มีมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น

นายเอนก อยู่ยืน
นายเอนก อยู่ยืน

โดยทำให้สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ศึกษาออกเกณฑ์ Auto Halt หรือการหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว ในหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ โดยจะดูตั้งแต่ช่วงเวลา Pre Open ว่ามีหุ้นที่มีการกระพริบ Pre Open ผิดปกติตั้งแต่ตลาดยังไม่เปิดหรือไม่

เช่น มีปริมาณสั่งซื้อขายหุ้นที่ผิดปกติ เพื่อให้โบรกเกอร์มีเวลาตรวจสอบ ไม่ให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น เป็นการแอ็กชั่นที่เร็วขึ้น และเตือนให้ผู้ลงทุนระมัดระวังมากขึ้น และช่วง ATC (คำสั่งซื้อขายที่ใช้เมื่อผู้ลงทุนต้องการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ทันทีที่ตลาดปิดการซื้อขาย ณ ราคาปิด) หากพบมีปริมาณซื้อขายหุ้นที่เข้ามาผิดปกติ ก็จะใช้เกณฑ์ Auto Halt จะช่วยควบคุมไม่ให้สร้างราคาได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีการออกหลักเกณฑ์และนำมาปฏิบัติได้ภายในปี 2567

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการใช้ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์แบบ Auction โดยจะมีการกำหนดช่วงระยะเวลาซื้อ ซึ่งหลักเกณฑ์ระบบ Auction จะเป็นอย่างไรนั้นทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จะศึกษาและนำกลับมาเสนอให้ ก.ล.ต.พิจารณาต่อไป

ด้านกรณีหุ้น บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ช่วงที่ผ่านมา มีการขยายผลและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

ส่วนบทบาท ก.ล.ต. หลังจากนี้คงเป็นการให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนและขยายผลเพิ่มเติม ในส่วนของผู้สอบบัญชีหากมีความรับรู้และสนับสนุนการกระทำผิด ก็จะมีการกล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนเช่นกัน

ทั้งนี้จากกรณี STARK จึงนำมาสู่การถอดบทเรียน ทั้งการยกระดับคุณภาพการทำงานของผู้สอบบัญชี และกรรมการตรวจสอบ ซึ่งได้มีการกำชับและจัดอบรมให้ความรู้ในการตรวจสอบมากขึ้น รวมถึงการให้กรรมการ ผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบภายในองค์กร รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง เพื่อที่จะทำให้ทำหน้าอย่างเหมาะสมปกป้องผู้ลงทุน

ขณะที่ผู้สอบบัญชี, ที่ปรึกษาทางการเงิน และที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ก็จะให้เน้นในเรื่องความสำคัญในการทำหน้าที่เป็น Gatekeeper ในการตรวจสอบ และหากพบความผิดปกติ ก็ให้ความเห็นว่ามีการกระทำที่ผิดปกติเกิดขึ้น


นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะปรับเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯโดยอ้อม (Back-door Listing) ให้เข้มขึ้นเท่ากับการรับหุ้น IPO ทั้งในเรื่องการมีระบบควบคุมภายในที่รัดกุม การบริหารบริหารจัดการที่โปร่งใส่ และจะผลักดันการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นด้วย