ปี 2567 เศรษฐกิจควรจะฟื้นตัวแบบมีพลัง ทั่วถึง และมีคุณภาพ

ศก.ฟื้นตัว
คอลัมน์ : เช้านี้ที่ซอยอารีย์
ผู้เขียน : ดร.พงศ์นคร โภชากรณ์ ([email protected])

กระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และสภาพัฒน์ คาดการณ์ตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัวได้ร้อยละ 3.2 ต่อปี ดีกว่าปี 2566 ที่คาดว่าน่าจะขยายตัวประมาณ 2.4-2.7 ต่อปี

นอกจากนี้ ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็คาดการณ์ว่าปี 2567 จะขยายตัวได้ดีกว่าปี 2566 เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังมองว่าการฟื้นตัวเชิงปริมาณอย่างเดียวไม่พอ “ต้องฟื้นแบบมีพลัง ฟื้นแบบทั่วถึง และฟื้นแบบมีคุณภาพ” ด้วย ดังนี้

ฟื้นแบบมีพลังหมายถึง การฟื้นตัวแบบมีแรงส่งให้เราหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง และต้องเลิกอ้างอิงอัตราการขยายตัวเต็มศักยภาพ หรือ Potential Growth ไว้ที่ร้อยละ 3.5 ต่อปี : เมื่อ 10 ปีก่อน ถ้าถามว่าตัวเลข Potential Growth อยู่ที่เท่าไร ส่วนใหญ่จะตอบว่าอยู่ที่ร้อยละ 5 แต่ถ้าถามวันนี้ส่วนใหญ่จะตอบว่า

ร้อยละ 3.5 ในทางวิชาการใช่ครับ แต่ในทางยุทธศาสตร์ไม่ใช่ ถ้ายึดว่าการเติบโตได้ร้อยละ 3.5 คือการเติบโตเต็มที่ของเศรษฐกิจไทยแล้ว ได้ตามเป้าแล้ว “เป็นการคิดที่ผิด” ด้วยอัตราการเติบโตแค่นี้ไม่มีทางจะหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

หรือเป็นประเทศพัฒนาแล้วแน่นอน และที่สำคัญการเติบโตระยะหลังได้รับแรงสนับสนุนมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยภายนอก มากกว่าการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยภายในที่สร้างความมั่นคงยั่งยืนได้มากกว่า

ดังนั้น การตั้งเป้าการเติบในอัตราที่สูงกว่านี้ (แต่เอื้อมถึง) เช่น ร้อยละ 5 จะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศให้สูงขึ้น รายได้สูงขึ้น “อย่าให้เขาว่าได้ ว่าไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ได้แค่นี้”

ฟื้นแบบทั่วถึงหมายถึง การฟื้นตัวถ้วนหน้าทุกหย่อมหญ้า โดยจัดลำดับความสำคัญว่าควรช่วยใครก่อน หลังภายใต้งบประมาณอันจำกัด และเลิกหลอกตัวเองว่าจำนวนคนจนลดลงเหลือ 3.8 ล้านคนแล้ว : ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการข้อมูลมีความทันสมัยอย่างมาก สามารถนำเลขบัตรประชาชนมาตรวจสอบเชื่อมโยงและจัดทำพีระมิดประชากร 67 ล้านคน

จำแนกได้หลายแบบ เช่น จำแนกตามรายได้จากน้อยไปมาก จำแนกจากความเปราะบางมากไปน้อย จำแนกเป็นกลุ่มอาชีพ เป็นต้น และจำแนกอีกชั้นเป็นรายจังหวัด อำเภอ ตำบล ซึ่งจะทำให้ภาครัฐทราบกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการช่วยเหลือเป็นรายคน รายครัวเรือน

ที่สำคัญการทำนโยบายแบบ “พาราเซตามอล” ควรเลิกได้แล้ว เพราะแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างหลากหลายของปัญหา เปรียบเสมือนคนเป็นโรคเบาหวานจ่ายยาพาราเซตามอลก็ไม่มีวันหายหรือทุเลา นอกจากนี้ ผมไม่อยากให้ภาครัฐหลงผิดไปว่า จำนวนคนจนล่าสุดของปี 2565 อยู่ที่ 3.8 ล้านคน ต่ำสุดนับตั้งแต่จัดเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2531 เพราะ 3.8 ล้านคน

เป็นตัวเลขแบบสุ่มสำรวจ และมองมิติรายจ่ายอย่างเดียว หาใช่ของแท้แบบการลงทะเบียนและตรวจสอบคัดกรองหลายมิติ เช่น รายได้ เงินฝาก ที่ดิน บัตรเครดิต ยานพาหนะ เป็นต้น ตัวเลขคนจนที่แท้จริงไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ล้านคน

ดังนั้น การเอาแผนที่ประเทศไทยมากาง แล้วชี้ว่าปัญหาปากท้อง รายได้ เงินออม หนี้สินภาคครัวเรือนอยู่ตรงไหนของแผนที่ แล้วแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ ๆ พร้อม ๆ กันทุกพื้นที่ ภายใต้งบประมาณอันจำกัด น่าจะลดปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ได้ชัดเจนกว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมเชื่อเสมอมาคือ “การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ว่าจะสูงแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ถ้าชาวบ้านยังมีปัญหาปากท้องอยู่ทุกหย่อมหญ้า”

ฟื้นตัวแบบมีคุณภาพหมายถึง การขจัดหรือลดปัญหาที่เกิดกับคนและพื้นที่ ซึ่งเป็น Fifty Shades of Problem จริง ๆ และหน่วยงานนโยบายเลิกเอาข้อมูลที่มีคุณค่าขึ้นหิ้งไว้กราบไหว้บูชา : ภาครัฐควรให้ความสำคัญ (ซะที) กับข้อมูลมาก ๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ 3 ฐานข้อมูลสำคัญ ได้แก่ 1) ฐานข้อมูลความก้าวหน้าของคน (Human Achievement Index) มี 8 มิติ จำนวน 32 เครื่องชี้วัด แยกเป็นรายจังหวัด 2) ฐานข้อมูลสภาพปัญหาเศรษฐกิจและสังคมระดับหมู่บ้าน (กชช.2ค) มี 7 มิติ จำนวน 33 เครื่องชี้วัด แยกเป็นรายหมู่บ้าน

และ 3) ฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) มี 5 มิติ จำนวน 31 เครื่องชี้วัด แยกเป็นรายครัวเรือน แล้วสั่งให้แต่ละจังหวัดจัดทำเครื่องชี้ที่เป็นปัญหา หรือ Pain Point ของจังหวัดตัวเองออกมาทั้งหมด ศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียด แล้วเลือกปัญหาเร่งด่วนออกมาสัก 10 เครื่องชี้ แล้วออกแบบนโยบายร่วมกัน

จากประสบการณ์ที่ผมเดินทางไปบรรยายทุกภูมิภาค ปีหนึ่งหลายจังหวัด สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ มีการนำข้อมูล 3 ตัวข้างต้นมาใช้ทำนโยบายน้อยมาก ๆ น่าเสียดายมีของดี แต่กลับไม่ได้ใช้ “เหมือนมีไอโฟน 15 แต่กลับใช้แค่ โทร.เข้า โทร.ออก”

ดังนั้น เมื่อพื้นที่มีโจทย์ที่ชัดเจน ส่วนกลางและท้องถิ่นร่วมกันออกแบบนโยบายแก้ปัญหา ผ่านนโยบายการคลังและการเงินเป็นหลัก และสร้างการมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน “กระบวนการเช่นนี้จะทำให้การเติบโตเชิงคุณภาพ การยกระดับคุณภาพชีวิต และการปิดช่องว่างการพัฒนาระหว่างพื้นที่เกิดขึ้นทั่วประเทศทันทีแบบหน้ากระดาน”

หากภาครัฐบริหารจัดการให้เศรษฐกิจปี 2567 ฟื้นตัวแบบมีพลัง ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพิ่มเติมจากการฟื้นตัวเชิงปริมาณ จะช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาอย่างไฉไลขึ้นไปอีกขั้นแน่นอน


บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด