“ภากร” ชูภารกิจ ตลท.ยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศว่า ปี 2567 จะเป็น “ปีแห่งการยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน” หลังจากปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยทำผลงานไม่ดี ซึ่งต้องยอมรับว่านอกจากปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามากระทบแล้ว ปัจจัยเฉพาะของตลาดหุ้นไทยเอง ก็มีส่วนอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ยกเครื่องตลาดทุนไทย

โดย “ดร.ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวถึงแผนกลยุทธ์ 3 ปี (ปี 2567-2569) “สร้างตลาดทุนที่มีคุณภาพ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” ว่า กลยุทธ์ 3 ปี จะมี 3 ด้านหลัก คือ 1.ยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน 2.เสริมศักยภาพการแข่งขัน

และ 3.สนับสนุนการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน ซึ่งปีนี้จะมีการพัฒนาเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์และติดตามคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และการซื้อขายในตลาดหุ้น โดยการจัดทำระบบ Financial Data Health Check และ Surveillance Prevention and Analytics (SPA)

“เชื่อว่าหากมีฐานข้อมูล จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินได้ว่า กรณีเหล่านี้ต้องระมัดระวังและจะช่วยให้สามารถจัดการให้รวดเร็วขึ้น”

รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตร เช่น สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลหุ้นกู้ของ บจ. และนำมาใช้ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ จะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ตรวจจับข่าวปลอมหลอกลงทุนอีกด้วย

สำหรับการกำกับดูแลคุณภาพ บจ. จะเพิ่มการกำกับดูแล ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เริ่มเข้าจดทะเบียน การดำรงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียน ไปจนถึงการเพิกถอน รวมทั้งกำลังอยู่ระหว่างการกำกับเรื่อง “ชอร์ตเซล-Naked Short Sell” และระบบโปรแกรมเทรดดิ้งแบบการซื้อขายด้วยความถี่สูงให้มีความเหมาะสม

“เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุน พร้อมเสริมศักยภาพในการแข่งขัน สร้างความน่าสนใจในตลาดหุ้นไทย”

จัดการขบวนการ “ปั่นหุ้น”

“ภากร” กล่าวอีกว่า คณะกรรมการ ตลท. มีข้อเสนอแนะว่า ควรจะมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน ในเรื่องการกำกับดูแล บจ. และการกำกับดูแลการซื้อขาย ขณะที่ปัจจุบัน ตลท. อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO)

เพื่อหามาตรการให้สมาชิกมีฐานของข้อมูลบุคคลที่เข้ามาซื้อขายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือเข้าข่ายการสร้างราคา (ปั่นหุ้น) เพื่อจะทำให้โบรกเกอร์ มีข้อมูล และสามารถจัดการกับผู้ลงทุนกลุ่มดังกล่าวได้

“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราคิดและจะทำภายในปีนี้ แต่จะทำอย่างไรนั้น ยังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และสมาคม ASCO”

ศึกษา “Auto Halt” คุมหุ้นร้อน

นอกจากนี้ ในส่วนการนำกลไก Auction และเกณฑ์ Auto Halt (ห้ามซื้อขายหุ้นรายตัวแบบอัตโนมัติชั่วคราว) ในหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติมาใช้นั้น เบื้องต้น ตลท. ได้ปรึกษากับสำนักงาน ก.ล.ต. ว่า ด้วยระบบใหม่ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสามารถทำอะไรได้มากขึ้น

ทั้งเรื่องเกี่ยวกับ Auction และเรื่องเกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ง่ายขึ้น จึงมีโอกาสที่ในอนาคตจะสามารถปรับไปแนวทางดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ต้องใช้เวลาศึกษาสักระยะ

“Auto Halt เราคงต้องมีกฎว่าจะเกิดจากอะไรได้บ้าง ถ้าเกิดจะเปลี่ยนจาก Continuous Matching กลายเป็น Auction จะต้องเกิดในเคสไหนบ้าง จะเป็นหุ้นบางตัว หรือจะเป็นหุ้นทั้งตลาด จะผูกไปกับ DW หรือไม่ ซึ่งจะมีประเด็นที่มีความต่อเนื่องเยอะ ดังนั้นคงต้องใช้เวลาในการศึกษาก่อน”

เฮียริ่งคุม “Naked Short Sell”

ผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา โอลิเวอร์ ไวแมน เข้ามาดูระบบปฏิบัติการภายในของตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น คาดว่าจะประกาศผลการศึกษาออกมาภายในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.พ.นี้

หลังจากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเบื้องต้นผลศึกษาออกมาน่าสนใจ อาทิ การป้องกันไม่ให้เกิดธุรกรรม Naked Short Sell และการสนับสนุนให้เกิดโปรแกรมเทรดดิ้งที่เหมาะสม โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีการปรับปรุงเกณฑ์ต่าง ๆ ออกมาอย่างแน่นอน

“สิ่งที่ปรึกษาพบไม่ใช่แค่เราจะทำอย่างไร แต่มีการเทียบตลาดหุ้นไทย กับตลาดหุ้นอื่น ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี อินโดนีเซีย ไต้หวัน ว่าเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร ซึ่งผลที่ได้ออกมาถือว่าน่าสนใจมาก โดยจะอัพเดตข้อมูลให้ทราบอีกครั้งภายหลัง”


ที่สุดแล้ว “การยกระดับสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย” ตามแผนของ ตลท. จะเรียกศรัทธานักลงทุนได้แค่ไหน ต้องติดตามกันต่อไป