เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ไทยได้ 3 โอกาสใหญ่ IMF-World Bank
Finance ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ไทยได้ 3 โอกาสใหญ่ IMF-World Bank
เอกนิติ ปลื้ม ‘เฟด’ ชมไทย สนใจการปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา
Finance เอกนิติ ปลื้ม ‘เฟด’ ชมไทย สนใจการปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา
ฮอนด้าปลุก DNA มอเตอร์สปอร์ต เปิด “The Racing Playground Challenge”
Automotive ฮอนด้าปลุก DNA มอเตอร์สปอร์ต เปิด “The Racing Playground Challenge”
GAP Wendy’s เปิดธุรกิจเพลงตรึงลูกค้า
Business GAP Wendy’s เปิดธุรกิจเพลงตรึงลูกค้า
อนุทิน เปิดเบื้องหลังความท้าทาย IMF-World Bank มั่นใจไทยสร้างความเชื่อมั่นระดับโลก
Politics อนุทิน เปิดเบื้องหลังความท้าทาย IMF-World Bank มั่นใจไทยสร้างความเชื่อมั่นระดับโลก
ร่วมชมนิทรรศการคิดถึงสมเด็จย่า ครั้งที่ 29 ย้อนรอยพระราชปณิธานแห่งการให้ ที่ไอคอนสยาม
Biz Movement ร่วมชมนิทรรศการคิดถึงสมเด็จย่า ครั้งที่ 29 ย้อนรอยพระราชปณิธานแห่งการให้ ที่ไอคอนสยาม
Resilience : ความสามารถใหม่ ในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
Columns Resilience : ความสามารถใหม่ ในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
เปิดตัว Tesla Roadster รถบินได้ จองในไทยวันนี้ 178,000 บาท
Automotive เปิดตัว Tesla Roadster รถบินได้ จองในไทยวันนี้ 178,000 บาท
QUICK ฮอต! บิ๊กเนมแห่จอง ‘HUMAN-สุระ-เสี่ยป๋อง-บอย ท่าพระจันทร์’ ร่วมวง
Finance QUICK ฮอต! บิ๊กเนมแห่จอง ‘HUMAN-สุระ-เสี่ยป๋อง-บอย ท่าพระจันทร์’ ร่วมวง
ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ เผยสัญญาณ “นักเก็งกำไร” หุ้นไทย ตายเรียบ หลังขาดทุนซ้ำ ๆ ซาก ๆ

09 มี.ค. 2567 | 18:12น.
ดร.นิเวศน์

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ เผย 8 มี.ค. ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นแรง 1% แตะระดับ 1,386 จุด แต่วอลุ่มเทรดแค่ 4 หมื่นล้าน ต่างจากเมื่อ 3-4 ปีก่อน ที่ดัชนีขึ้นแรงวอลุ่มพุ่งแตะแสนล้าน สะท้อนแรงเก็งกำไรที่เข้ามาเล่นหรือซื้อขายหุ้นทั้งรายย่อยและรายใหญ่ หายและตายเรียบ หลังขาดทุนซ้ำ ๆ ซาก ๆ “หมดศรัทธา” ทยอยเลิกเล่น

วันที่ 9 มีนาคม 2567 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนรายใหญ่สายเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เมื่อตลาดหุ้นปิดในวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2567 ผมนั่งดูดัชนีตลาดหุ้นไทย ปริมาณการซื้อขายหุ้นและหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 10 ตัวแรก ตามปกติ ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่ามีอะไรบางอย่างที่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากสำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัวหรือไม่ตระหนัก

และผมก็เริ่มที่จะคิดว่านี่คือสถานการณ์ที่นักลงทุน หรือถ้าจะเรียกว่า นักเก็งกำไร น่าจะถูกต้องกว่า “กำลังหมดหวังและหมดกำลังใจ” กับตลาดหุ้นไทยอย่างรุนแรง และได้แสดงออกผ่านตัวเลขและข้อมูลหลาย ๆ อย่างดังต่อไปนี้

แม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นในวันที่ 8 มีนาคม 2567 จะปรับตัวขึ้นแรงประมาณ 1% เป็น 1,386 จุด แต่ปริมาณการซื้อขายหุ้นทั้งวันอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาทเศษ และนั่นก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากจากอดีตเมื่อสัก 3-4 ปีก่อน ที่ถ้าดัชนีขึ้นแรงขนาดนั้น ปริมาณการซื้อขายหุ้นก็มักจะขึ้นไปแตะระดับ “แสนล้านบาท”

เพราะแรงเก็งกำไรที่เข้ามาเล่นหรือซื้อขายหุ้นโดยเฉพาะจากนักลงทุนส่วนบุคคลทั้งรายย่อยและ “รายใหญ่” ที่ซื้อขายหุ้นต่อวันเป็นระดับร้อยหรือหลายร้อยล้านบาทในเวลาเพียง 1 วัน

แต่ในวันที่ 8 นั้น ดูเหมือนว่าคนที่เข้าไปซื้อหุ้นส่วนใหญ่คือนักลงทุนต่างชาติที่ในช่วงหลัง ๆ กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดหุ้นไทย ที่มีปริมาณการซื้อขายหุ้นรวมมากกว่า 50% ของตลาด และในวันที่ 8 มี.ค. นั้น พวกเขาซื้อหุ้นสุทธิเป็นจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท

จากที่ในระยะหลัง ๆ จะเป็นผู้ขายสุทธิเป็นส่วนใหญ่ และทำอย่างนั้นมาเป็นเวลา 10 ปีมาแล้ว ดังนั้น การซื้อสุทธิแค่ 1,600 ล้านบาท ก็อาจจะส่งผลให้ดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นไปได้ถึง 1% อย่างง่าย ๆ

การที่หุ้นขึ้นไปแรงถึง 1% ในวันเดียวนั้น ในอดีตในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเต็มไปด้วยนักเก็งกำไรส่วนบุคคลทั้งรายใหญ่และรายย่อย หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด 10 อันดับแรก ก็มักจะประกอบไปด้วย “หุ้นที่กำลังมีการเก็งกำไรร้อนแรง” ซึ่งก็มักจะเป็นหุ้นที่กำลังมีการ “Corner” โดยเฉพาะจาก “เซียนหุ้นรายใหญ่” ที่เข้าไปเล่นหุ้นที่มีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น

ทั้งผลประกอบการที่โตดีมากและกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งจากธุรกิจเดิม และการเทกโอเวอร์ “ธุรกิจแห่งอนาคต” หรือการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ “ระดับโลก” ที่จะเปลี่ยนบริษัทกลายเป็น Global หรือ Regional Player คือเป็นบริษัทระดับโลกที่จะมีมูลค่าหรือ Market Cap. ระดับ “แสนล้านบาท”

เช่นเดียวกัน หุ้นที่เพิ่งจะ IPO เข้าซื้อขายในวันแรกก็มักจะ “ร้อนแรงเป็นไฟ” ไม่ว่าบริษัทจะทำอะไร ขอให้เป็นหุ้นที่มี Free Float หรือหุ้นที่กระจายในตลาดหุ้นน้อย และเจ้าของพร้อมที่จะเข้ามาเล่นด้วย ก็จะมีปริมาณการซื้อขายหุ้นติด 1 ใน 10 อันดับอย่างแน่นอน เพราะนักเก็งกำไรส่วนบุคคลทั้งรายย่อยและรายใหญ่ต่างก็จะเข้ามาเล่นหุ้นที่ “การันตี” ถึง “ความผันผวนสุดยอด” ที่จะทำให้ได้เสียกันอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว

แต่ข้อมูลหุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด 10 อันดับของวันที่ 8 มี.ค. นั้นก็คือ หุ้นที่ใหญ่ที่สุดในแง่ของ Market Cap. ของตลาดหลักทรัพย์แทบทั้งหมด ไม่มี “หุ้นเล็ก” ที่มี Market Cap. ต่ำกว่าแสนล้านบาท ติดอันดับเลย ในขณะที่ในอดีตที่การเก็งกำไรของตลาดหลักทรัพย์ร้อนแรงมากนั้น แทบทุกวันจะมีหุ้นตัวเล็กและขนาดกลางที่มีการเก็งกำไรสูงหรือหุ้นที่กำลังถูก Corner ติดอันดับท็อป 10 ถึง 4-5 ตัวเป็นประจำ

ซึ่งก็เป็นการแสดงว่า นักเก็งกำไรทั้งรายย่อยและรายใหญ่หายไปจากตลาดหุ้น หรือไม่ก็ได้แต่นั่งดูเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลก็อาจจะเป็นว่า ในระยะหลัง อาจจะ 2-3 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเข้าไปเล่นเก็งกำไรแล้วก็ขาดทุนเป็นส่วนใหญ่ พอขาดทุนซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็หมดหวังและทยอยเลิกเล่น

และสิ่งนี้อาจจะไม่ได้เกิดเฉพาะนักเล่นรายย่อย แต่เกิดขึ้นกับนักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ด้วย เพราะความเป็นจริงก็คือ การเล่นหุ้นที่ราคาหุ้นไม่ปรับตัวขึ้นเลยนั้น รายใหญ่ก็ต้องพยายาม “กินรายย่อย” และเมื่อรายย่อย “ตาย” รายใหญ่ก็อยู่ยาก

ดัชนี MAI ซึ่งเป็นระดับราคาของหุ้นตัวเล็กที่เป็นกลุ่มหุ้นที่นักเก็งกำไรชอบเล่นเพราะสามารถทำราคาขึ้นไปได้สูงมากเป็นหลาย ๆ เท่าได้นั้น ในวันที่ 8 มี.ค. อยู่ที่ 410 จุด และถือเป็นจุดที่ต่ำมากและเป็นระดับที่ลดลงมาเรื่อย ๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 3-4 ปีมาแล้ว ว่าที่จริง ดัชนี MAI เมื่อประมาณ 9 ปีมาแล้วนั้นเคยสูงถึงเกือบ 800 จุด ซึ่งเท่ากับว่าในเวลา 9 ปี ราคาเฉลี่ยหุ้นขนาดเล็กใน MAI ลดลงมาเกือบ 50%

ทั้ง ๆ ที่เมื่อ 3-4 ปีก่อนหุ้น MAI ก็ยังร้อนแรงมาก ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันเมื่อเทียบกับขนาด Market Cap. ของตัวเองก็สูงลิ่ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ดูเหมือนว่านักเก็งกำไรจะ “ถอดใจ” แล้วกับหุ้น MAI

หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีขนาดกลางหรือใหญ่ที่ครั้งหนึ่งประมาณ 3-4 ปีมาแล้วเป็น “หุ้นนางฟ้า” Market Cap. เคยวิ่งขึ้นไปแตะระดับ “แสนล้านบาท” ช่วงนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเหงาหงอยมาก ราคาหุ้นส่วนใหญ่ก็ลดลงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีจนราคา “แทบจะกลับมาที่เดิม” ก่อนที่จะขึ้นแบบติดจรวดในยามที่นักเก็งกำไรอยู่กันเต็มตลาดหุ้น

หุ้นนางฟ้าแทบทุกตัวทยอยปรับลง 30-50% จากจุดสูงสุดหรือมากกว่านั้น ทั้ง ๆ ที่บางตัวบริษัทก็ยังมีกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่ากำไรที่เพิ่มจะลดลงเรื่อย ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ค่า PE ที่เคยสูงลิ่วเกิน 40-50 เท่าเพราะคนคิดว่าเป็นหุ้นเติบโตหรือเป็น “ซุปเปอร์ตสต็อก” นั้น ทยอยปรับตัวลงเรื่อย ๆ จนอาจจะเหลือแค่ 15-20 เท่า เพราะคนเริ่มรู้สึกว่าหุ้นไม่ได้โตเร็วจริงหรือไม่ได้เป็นซุปเปอร์สต็อก แต่เป็นหุ้นธรรมดาที่บังเอิญโตเร็วในช่วงเวลาหนึ่งก่อนหน้านี้ และตอนนี้เริ่มไม่โตแล้ว และก็ไม่ได้แข็งแกร่งหรือยิ่งใหญ่อะไรแบบหุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกจริง ๆ

ดังนั้น คนก็ทยอยขายหุ้นนางฟ้าจนทำให้เป็นหุ้น “ตกสวรรค์” และคนที่เข้าไปรับก็รับจน “หมดศรัทธา” และเลิกเล่นหุ้นเหล่านั้น เพราะบางวันหุ้นก็เด้งขึ้นแรง แต่แล้วก็ตกกลับลงไปใหม่มากกว่าเดิมทุกครั้ง

อาการนักเก็งกำไร “หายไปจากตลาด” นั้น ไม่ได้เกิดเฉพาะในตลาดหุ้น เหตุเพราะว่าช่วงนี้ ตราสารหรือเครื่องมือเก็งกำไรที่เคยร้อนรุนแรงเมื่อ 3-4 ปีก่อน เฉพาะอย่างยิ่งทองคำและบิตคอยน์ ซึ่ง “คนทั้งเมือง” โดยเฉพาะที่เป็นคนรุ่นใหม่ต่างก็เข้าไปเก็งกำไร เพราะคิดว่ามันคือ “เงินแห่งอนาคต” และราคาบิตคอยน์ขึ้นไปถึงกว่า 2 ล้านบาทต่อหนึ่งบิตคอยน์ ซึ่งก็ตกลงมาถล่มทลายเหลือเพียง 5 แสนกว่าบาทในเวลาไม่นาน ทำให้นักเก็งกำไรเจ๊งกันเป็นแถวและเลิกพูดถึงบิตคอยน์ไปนาน

แต่แล้ว ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ก็กลับพุ่งขึ้นมาใหม่อย่างรุนแรงและราคากลับมาทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 2.4 ล้านบาทต่อ 1 บิตคอยน์ เช่นเดียวกัน ทองคำที่คนเลิกพูดถึงไปนาน ก็มีราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเช่นกันที่ประมาณบาทละ 35,000 บาท ซึ่งถ้าเป็นช่วงหลายปีก่อน นักเก็งกำไรก็คงจะป่าวร้องเชียร์กันอื้ออึงว่าเป็น “ยุคใหม่แห่งการลงทุน” ไปแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ “ความเงียบ” คนพูดถึงกันน้อยมาก

บางทีอาจจะเป็นเพราะนักเก็งกำไร “ตายไปแล้ว” ไม่มีใครไปซื้อบิตคอยน์และทองคำก่อนหน้านี้ ไม่มีใครกำไรเป็นเรื่องเป็นราวจากการขึ้นของบิตคอยน์และทองคำงวดนี้ พวกเขาอาจจะ “หมดศรัทธา” ไปก่อนหน้านี้แล้ว

แน่นอนว่านักเก็งกำไรไม่มีทางที่จะหายไปหมดและในที่สุดก็ต้องกลับมาใหม่โดยเฉพาะเมื่อสภาพแวดล้อมเป็นใจ ว่าที่จริงช่วงนี้ก็ยังมีหุ้นตัวเล็ก ๆ ที่ “ยั่วเย้า” ให้คนเข้ามาเก็งกำไร และแน่นอนว่ามีทองคำและบิตคอยน์ที่กำลังร้อนแรงและก็อาจจะเริ่มกระตุ้นให้นักเก็งกำไรกลับมาเล่นใหม่

แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จแคไหน เพราะบทเรียนที่นักเก็งกำไรได้รับจากตลาดในช่วงที่ผ่านมานั้นค่อนข้างจะรุนแรงและต่อเนื่องยาวนานจนคน “เข็ด” และคงต้องใช้เวลาก่อนที่จะฟื้น หรือไม่อย่างนั้น ก็ต้องมีนักเก็งกำไรรุ่นใหม่เข้ามาร่วมในกิจกรรมที่ติดอยู่ในตัวของมนุษยชาติตั้งแต่ดึกดำบรรพ์นี้