ดร.นิเวศน์ ยก “ไทย-ฮ่องกง“ ตลาดหุ้นป่วยแห่งเอเชีย ซมปัญหา ”คนแก่ตัว-การเมือง“

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ ยก ”ไทย-ฮ่องกง“ เป็นตลาดหุ้นป่วยแห่งเอเชีย มีปัญหาระยะยาวที่ยังแก้ไม่ตกคล้าย ๆ คนป่วย เหตุมาจากคนแก่ตัวลง-และมีปัญหาการเมืองที่ขัดขวาง “การปฏิรูป” ที่จะเปลี่ยนให้เกิดการพัฒนาและหลุดพ้นจากสถานะ “อิ่มตัว” กระทบทำให้ตลาดหุ้นไม่ไปไหน นักลงทุนต่างประเทศถอนทุนออกตลอดเวลา

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หลังจากที่เปลี่ยนแนวทางการลงทุนในตลาดหุ้นจากที่เน้นเฉพาะในตลาดไทยไปเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น “ทั่วโลก” และจากการลงทุนเลือกหุ้นเป็นรายตัวเป็นหลัก เป็นการลงทุนผสมผสานระหว่างรายตัวกับการลงทุนใน “กองทุน” ของประเทศ หรือกองทุนของกลุ่มบริษัทที่น่าสนใจตามอุตสาหกรรม หรือตามเทคโนโลยีที่เป็นหุ้นแห่งอนาคต เป็นต้น ผมก็เริ่มศึกษาว่าประเทศหรือเศรษฐกิจไหนที่น่าสนใจในเอเชีย

เริ่มจากการมองดูผลการดำเนินงานของดัชนีตลาดหุ้นในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากทางตะวันตกคือ “อินเดีย“ และเคลื่อนไปทางตะวันออกสุดที่ “ญี่ปุ่น” ดูเฉพาะประเทศหลัก ๆ ที่มีตลาดหุ้นที่ใช้การได้ เช่นเดียวกับระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมานานพอ

ตลาดหุ้นอินเดีย

10 ปีที่ตลาดหุ้นอินเดียนั้น ดูแบบหยาบ ๆ ก็คือ เป็น “ยุคทอง” ของตลาดหุ้น ซึ่งเหตุผลก็คงเป็นว่าเศรษฐกิจอินเดียกำลังดีขึ้นทุกด้าน เช่นเดียวกับสังคมและการเมืองทั้งในและต่างประเทศที่กำลังดู “สูงส่ง” ขึ้นทุกวัน อินเดียกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ภายในเวลาไม่กี่ปี นอกจากนั้นอินเดียเป็นมิตรกับทุกประเทศและทุกคนเกรงใจ อยากเป็นเพื่อนด้วยทั้งจีนและอเมริกา

และนั่นคงเป็นเหตุให้ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นอินเดียเติบโตขึ้น 240% หรือให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 13% ซึ่งถ้ารวมปันผลก็อาจจะประมาณ 16% ต่อปี โดยที่ดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างสม่ำเสมอและมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม คนที่จะไปลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว น่าจะน้อยมาก เพราะในเวลานั้น ตลาดหุ้นอินเดียยังแทบจะเป็นตลาดที่ “ลงทุนไม่ได้” สำหรับคนจำนวนมาก รวมทั้งผมที่คิดว่าอินเดียยัง “ยากจนเกินไป”

ตลาดหุ้นมาเลเซีย

จากอินเดียผมขอมาที่มาเลเซียก่อน นี่เป็นประเทศที่เคยบริหารงานได้ดีมากและเคยเป็น “ดารา” ในด้านของเศรษฐกิจและ “แซง” ประเทศ Emerging หรือ“กำลังพัฒนา” แทบทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจมาเลเซียก็ดูไม่ดีนัก ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือระบบการบริหารและการปกครองก็ดูเหมือนจะด้อยและถดถอยลง มีการคอร์รัปชั่นขนาดที่อดีตนายกถูกจับติดคุก นักการเมืองที่ได้รับความนับถือยกย่องบางคนก็ถูกทำลายโจมตี และต้องติดคุกด้วยข้อหาทางสังคมที่โลกตะวันตกไม่ยอมรับ ภาพของมาเลเซียเปลี่ยนไปมาก

ดัชนีตลาดหุ้นมาเลเซียในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ไปไหนและลดลงถึง 16% กลายเป็น “ทศวรรษที่หายไป” ของตลาดหุ้น นอกจากนั้น ค่าที่มาเลเซีย มีประชากรค่อนข้างน้อย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะสนับสนุนให้มีบริษัทขนาดใหญ่ ๆ มาก ก็ทำให้ตลาดหุ้นมาเลเซียขาดความน่าสนใจจากนักลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นโอกาสที่ผมจะไปลงทุนที่มาเลเซียนั้นคงยังห่างไกล

ตลาดหุ้นสิงคโปร์

สิงคโปร์นั้น ถ้ามองทางด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ก็ต้องถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะเป็นศูนย์กลางทางด้านการขนส่งทางทะเลของโลกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง นอกจากนั้นสิงคโปร์มีความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างสูง รายได้ต่อหัวสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่โดดเด่นขึ้นทุกวันและแซงฮ่องกงไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การที่มีประชากรน้อยมากก็ทำให้ขาดบริษัทขนาดใหญ่ ยกเว้นสถาบันการเงินที่จะเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้น และนั่นก็ทำให้ตลาดหุ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่ไปไหน คือบวกแค่ 4% หรือพูดง่าย ๆ คนที่ลงทุนในสิงคโปร์ในช่วง 10 ปีนั้น อาจจะได้แค่ปันผล แม้ว่าภาพโดยรวมของเศรษฐกิจสิงคโปร์และการบริหารประเทศนั้น “ยอดเยี่ยม” ที่สุด

ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์นั้น เคยเป็นดาราแห่งเอเชียในช่วงที่ผมยังเป็นเด็ก อานิสงค์จากการเป็นประเทศในอานัติของอเมริกา อย่างไรก็ตามระบบเผด็จการมาร์คอสที่ครองประเทศมานานมากและไม่ได้พัฒนาประเทศเท่าที่ควร ทำให้ฟิลิปปินส์ในช่วงยาวนานน่าจะเป็นสิบ ๆ ปี กลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย“ และถูกประเทศไทยแซงแบบ “ไม่เห็นฝุ่น”

อย่างไรก็ตาม หลังจากระบบมาร์คอสล่มสลาย และโลกาภิวัตน์เดินหน้าไปเต็มที่ ฟิลิปปินส์ก็กลับมาพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีขึ้นมาก แต่นั่นก็ยังไม่สามารถส่งผลมาถึงตลาดหุ้นได้มากนัก ดัชนีตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เติบโตขึ้นเพียง 8% ในระยะเวลา 10 ปี หรือให้ผลตอบแทนเพียง 0.8% ต่อปีแบบทบต้น

ตลาดหุ้นอินโด

อินโดนีเซียนั้นในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็ต้องถือว่าเป็นดารา เหตุผลก็เพราะว่าเป็นประเทศที่มีประชากรมากระดับต้น ๆ ของโลก เป็นรองก็เฉพาะอินเดีย จีนและอเมริกา แต่ในขณะเดียวกันประชากรก็ยังเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว เนื่องจากเป็นประเทศมุสลิม ทำให้เศรษฐกิจโตเร็วขึ้น ทั้งจากการบริโภคภายในประเทศและจากกำลังแรงงานที่จะมาแทนที่จีนที่มีปัญหาทางการค้ากับโลกตะวันตก ซึ่งทำให้ได้รับการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก และแนวโน้มก็จะยังเพิ่มขึ้นต่อไป

ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซียในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นเพิ่มขึ้น 59% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นที่ 4.8% ต่อปี ถ้ารวมปันผลก็อาจจะอยู่ที่เกือบ 8% นับเป็นผลตอบแทนที่ใช้ได้ โดยเฉพาะถ้านับแค่ช่วง 4 ปีที่ผ่านมาที่บทบาทของอินโดนีเซียเริ่มเห็นชัดขึ้นอานิสงค์จากสงครามการค้าระหว่างอเมริกายุคประธานาธิบดีทรัมพ์จนถึงปัจจุบัน ดัชนีหุ้นอินโดนีเซียก็ปรับตัวขึ้นถึง 74% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 14.9% พูดง่าย ๆ อินโดนีเซียอาจจะกำลังเข้าสู่ “ยุคทอง” ของตลาดหุ้นได้

ตลาดหุ้นเวียดนาม

กลับมาที่เวียดนามที่ชัดเจนว่าเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” อยู่แล้วในแง่ที่ว่าจะเป็นโรงงานของโลกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นประมาณ 111% หรือให้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 7.8% และถ้ารวมปันผลก็น่าจะประมาณเกือบ 11% ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าโดดเด่นมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน

ตลาดหุ้นไต้หวัน

ที่ตามมาติด ๆ ก็คือไต้หวัน ซึ่งก็เคยเป็นซุปเปอร์สตาร์ในช่วงที่กำลังพัฒนาเมื่อ 50-60 ปีก่อน และก็สามารถยกระดับขึ้นมากลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีความแข็งแกร่งทางด้านเทคโนโลยี และนั่นทำให้ไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 24 ล้านคน สามารถสร้างเศรษฐกิจและบริษัทที่มีขนาดใหญ่ “ระดับโลก” ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น เทียบกับมาเลเซียที่มีประชากร 34 ล้านคน และนั่นทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไต้หวันในรอบ 10 ปีปรับตัวขึ้นพอ ๆ กับเวียดนามที่ 115%

ตลาดหุ้นจีน

ดัชนีหุ้นจีนที่เซี่ยงไฮ้ในรอบ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 40% หรือ 3.4% ต่อปี แบบทบต้น เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นที่เป็นหุ้นไฮเท็คที่ปรับขึ้น 43% หรือ 3.6% ต่อปี นั่นสะท้อนภาพของจีนที่น่าจะกำลัง “อิ่มตัว” ทางเศรษฐกิจ อานิสงค์อาจจะมาจากประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็วและคนทำงานก็กำลังลดลง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจจะเติบโตช้าลงมากอย่างรวดเร็วหลังจากนี้

แต่อีกประเด็นหนึ่งอาจจะมาจากนโยบายของสีจิ้นผิงที่ขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 11 ปีก่อน ที่พยายามนำจีนกลับไปสู่ “สังคมนิยม” ที่เคยทำให้จีนยากแค้นมากในยุคเหมาเจ๋อต๋ง ซึ่งทำให้ธุรกิจโดยเฉพาะขนาดใหญ่และเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล “ปั่นป่วน” ทำรายได้และกำไรถดถอยลง ซึ่งนั่นก็นำมาสู่ปัญหาของตลาดหุ้นฮ่องกงด้วยที่ “เจ็บปางตาย”

ตลาดหุ้นฮ่องกง

ดัชนีฮั่งเส็งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ลดลงถึง 28% เลวร้ายที่สุดในเอเชีย เศรษฐกิจยากลำบาก การเมืองมีการประท้วงโดยคนรุ่นใหม่อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ระบบ “เสรี” ในฮ่องกงถูกลดทอนลงอย่างต่อเนื่อง สถานะของฮ่องกงในฐานะของศูนย์กลางทางการค้าและการเงินของจีนตกต่ำลงอย่างมาก ดังนั้นนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นฮ่องกง ก็ทยอยถอนการลงทุนไปเรื่อย ๆ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยในรอบ 10 ปี ดัชนีเพิ่มขึ้นเพียง 6% หรือเท่ากับ 0.6% ต่อปีแบบทบต้น และอยู่ในกลุ่มที่ “แย่ที่สุด” ของเอเชีย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเศรษฐกิจของไทยเป็น “ดารา” เป็น “ศูนย์กลางของอาเซียน”

แต่เมื่อ 10 ปีก่อน ประเทศไทยที่ค่อนข้างก้าวหน้าทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านก็เกิด “รัฐประหาร” อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “คนรุ่นใหม่” กับ “คนรุ่นเก่า” ในยามที่ประเทศที่เจริญพอสมควรทั้งโลกเลิกทำ “รัฐประหาร” กันแล้ว ผลก็คือ ประเทศถดถอยลงทุกด้านในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นเกาหลี-ญี่ปุ่น

ตลาดหุ้นเกาหลีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาโตขึ้น 34% หรือปีละ 3% แบบทบต้นรวมปันผลอาจจะเป็น 5-6% ก็ต้องถือว่าสมเหตุผลและ “อิ่มตัว” ว่าที่จริงเกาหลีไม่ได้มีอะไรใหม่หรือโดดเด่น ยกเว้นเรื่องของธุรกิจบันเทิง ส่วนญี่ปุ่นที่อิ่มตัวมา 2 ทศวรรษก่อนหน้านั้น ดูเหมือนว่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นอานิสงค์จากการปฏิรูปของนายกชินโสะอาเบะ ดัชนีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโตขึ้นถึง 170% หรือปีละ 10.4% แบบทบต้นไม่รวมปันผล

ข้อสรุปสำคัญของข้อมูลทั้งหมดนี้สำหรับผมก็คือ ตลาดหุ้นไทยและจีนส่วนที่เป็นฮ่องกงดูเหมือนว่าจะมีปัญหาระยะยาวที่ยังแก้ไม่ตกคล้าย ๆ กับคนป่วย โดยเหตุมาจากการที่คนแก่ตัวลงและมีปัญหาในเรื่องของการเมืองที่ขัดขวาง “การปฏิรูป” ที่จะเปลี่ยนให้เกิดการพัฒนาและหลุดพ้นจากสถานะ “อิ่มตัว” ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไม่ไปไหน เพราะนักลงทุนต่างประเทศถอนทุนออกตลอดเวลา