เอกชนรุมค้านแบงก์ชาติ “ดอกเบี้ยสูง” กำลังซื้อทรุดต้นทุนพุ่ง

money

เอกชนรุมถล่ม ธปท. “ไม่ลดดอกเบี้ย” ขณะที่เศรษฐกิจอ่อนแรง รัฐบาลดันแบงก์รัฐ “EXIM-ธอส.” ออกโรงลดดอกเบี้ยเงินกู้สวนมติ กนง. สมาพันธ์เอสเอ็มอี เปิดข้อมูลชำแหละ 4 ข้อเท็จจริง ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจ ธปท.ใช้เป็นเหตุผล “ตรึงดอกเบี้ย” ตั้งคำถามความน่าเชื่อถือกลุ่มตัวอย่าง SMEs แค่ 254 ราย เป็นตัวแทนเอสเอ็มอีทั้งประเทศ 3 ล้านราย ส.อ.ท.ชี้ภาระต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น แถมราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งต่อ เตรียมขึ้นราคาสินค้ารอบใหม่ ภาคอสังหาฯชี้ดอกเบี้ยแพงลูกหนี้ผ่อนบ้านเหนื่อย โจทย์ใหญ่แบงก์ปฏิเสธปล่อยกู้บ้านต่ำ 3 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 มีมติ (5 ต่อ 2) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.5% ถือว่าสร้างความผิดหวังให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะลูกหนี้และภาคธุรกิจเอกชน เพราะรอบนี้ก่อนการประชุม ทั้งศูนย์วิจัยของธนาคารไทยพาณิชย์-กรุงไทย และซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่าในการประชุม กนง.ครั้งนี้จะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.25% เนื่องจากมองว่าระยะสั้นเศรษฐกิจยังชะลอตัวมากกว่าคาด และการลดดอกเบี้ยก็เป็นการปรับสมดุลเศรษฐกิจไทยใหม่ ให้สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ต่ำลง

แบงก์รัฐออกโรง “ลดดอกเบี้ย”

ทั้งนี้ หลังจากที่ประชุม กนง.ประกาศมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 2.50% ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ทำให้วันต่อมา (11 เมษายน) มีสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกมาประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอี เป็นการส่งสัญญาณสวนกับมติของ กนง.ทันที

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าทั่วไป และลูกค้า SMEs) ลง 0.15% ต่อปี จาก 6.75% เหลือ 6.60% ต่อปี มีผลตั้งแต่ 18 เมษายน 2567 โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาล เพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs

ขณะที่นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าและประชาชน ธอส.ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) 0.105% ต่อปี จากเดิม 6.90% ต่อปี ลดลงเหลือ 6.795% ต่อปี ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2567 เป็นต้นไป เพื่อเป็นของขวัญเนื่องในวันปีใหม่ไทยให้กับลูกค้าและประชาชน ให้มีภาระค่าใช้จ่ายลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ให้มีเงินเหลือเพียงพอในการดำรงชีพได้มากขึ้น ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ย MRR ในครั้งนี้ของ ธอส. ถือว่าต่ำที่สุดในระบบสถาบันการเงินในปัจจุบัน

Advertisment

คลังอุ้มลูกหนี้ กู้บ้านผ่อนไม่ไหว

นอกจากนี้ นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อ กนง.ยังไม่ปรับลดดอกเบี้ย กระทรวงการคลังจึงได้ขอให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ได้แก่ ธอส. ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เป็นผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การตรึงหรือลดอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ รวมถึงลดโอกาสที่ลูกหนี้จะกลายเป็นลูกหนี้ NPL ในอนาคต

รวมทั้งให้จัดทำระบบแจ้งเตือนลูกหนี้ที่กำลังจะครบกำหนดชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถเจรจาขอปรับอัตราดอกเบี้ยใหม่กับธนาคารได้ และกำลังเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ซึ่งจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็ว ๆ นี้

เอสเอ็มอีถล่มแบงก์ชาติ

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มติ กนง. 5 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนต้องขอบคุณ กนง. เสียงข้างน้อย 2 เสียงที่ให้ความสำคัญกับความทุกข์ร้อนของเศรษฐกิจฐานราก

โดยประเทศไทยมีผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 2.7 ล้านราย วิสาหกิจชุมชนอีกเกือบ 100,000 ราย และเกษตรกรอีกราว 7 ล้านครัวเรือน ต่างก็เผชิญมรสุมการเพิ่มขึ้นต้นทุนวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต พลังงาน ค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยที่สูงมาอย่างต่อเนื่องนับปี ทำให้ภาระค่าครองชีพ ขีดความสามารถในการดำรงชีวิตและธุรกิจต่ำลง สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 91 ของ GDP และผลกระทบต่อคุณภาพหนี้ หนี้ค้างชำระ หนี้เสีย และหนี้นอกระบบที่สูงขึ้น ทั้งที่อยู่อาศัย รถยนต์ถูกยึด ดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลท่วม ดอกเบี้ยสินเชื่อธุรกิจพุ่ง สวนทางกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และต้นทุนการเงินที่แท้จริงของสถาบันการเงิน

Advertisment

“ขณะที่บทบาทของ ธปท.ที่มีความสำคัญต่อการสร้างความเป็นธรรมกำกับดูแลสถาบันการเงินในระบบ ความเป็นธรรมของดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และคุ้มครองทั้งประชาชนผู้ฝากเงิน ประชาชนผู้เป็นลูกค้าสถาบันการเงินที่ต้องไม่ถูกเอาเปรียบจากความรู้ไม่เท่าทัน เคยลงไปสัมผัสสถานการณ์เศรษฐกิจบนท้องถนน ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำหรือไม่ว่าเขาเผชิญพิษเศรษฐกิจ มีอะไรที่จำเป็นช่วยเหลือบรรเทาภาระหรือความต้องการที่แท้จริงในการประกอบอาชีพหรือไม่ อย่างไร”

ชำแหละ 4 ข้อ ข้อมูล ธปท.

นายแสงชัยกล่าวต่อว่า สิ่งที่ ธปท.ให้ข้อมูล สวนทางกับข้อมูลการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อย่างมีนัยสำคัญ 4 เรื่อง คือ 1.กลุ่มตัวอย่างที่ ธปท. ใช้ในการสำรวจ BSI Special (ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ) กับผู้ประกอบการ SMEs เมื่อเดือนมีนาคม มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 254 ราย ด้วยคำถามว่าท่านเผชิญอุปสรรคในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเทียบกับ สสว. จัดทำดัชนีชี้วัดภาวะทางเศรษฐกิจสำหรับเอสเอ็มอีช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ใช้กลุ่มตัวอย่างกว่า 2,736 ราย ครอบคลุม 6 ภูมิภาค 25 สาขาธุรกิจ ทั้งภาคการค้า ภาคการบริการ ภาคการผลิต และภาคธุรกิจการเกษตร

“ความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่าง 254 คน เทียบกับเอสเอ็มอีเกือบ 3 ล้านราย สะท้อนว่าที่มาของข้อมูล ว่าการกระจายระดับขนาดของ SMEs เพียงพอหรือไม่ กับการนำมาเป็นข้อมูลของ ธปท. มาตรฐาน ความเชื่อมั่น ความเป็นมืออาชีพทางเศรษฐกิจ และต้องปกป้องเสถียรภาพทางการเงิน ที่ไม่ใช่เอาใจแต่กลุ่มทุนใหญ่ โดยไม่ใส่ใจกับข้อมูลหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีบทบาทในระดับเดียวกัน”

2.ธปท.ให้ข้อมูลว่า สินเชื่อธุรกิจชะลอลง ส่วนหนึ่งมาจากการชำระคืนหนี้ แต่จากข้อมูลแปลได้อีกด้านว่า สินเชื่อธุรกิจโตติดลบ -1.1% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีวงเงินต่ำกว่า 500 ล้านบาท ติดลบถึง -5.1% นั่นหมายความว่า อัตราการปล่อยสินเชื่อลดลง โดยเฉพาะเอสเอ็มอี

3.ดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีของ สสว. พบว่า ความเชื่อมั่นลดลงจากรอบก่อนหน้าทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่าเดิม และลดลงในทุกภาคธุรกิจคือ ทั้งภาคการผลิต, ภาคการค้า และภาคบริการ ยกเว้นภาคธุรกิจการเกษตร +0.5 เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจ ธปท. กับ สสว. มีความแตกต่าง และไม่สอดคล้องกัน แต่ข้อมูล สสว.ที่มีความละเอียดสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจฐานรากได้ชัดเจนมากกว่า

4.การสำรวจของ สสว.พบว่า เอสเอ็มอีร้อยละ 35.3 ต้องการให้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้, ร้อยละ 28.2 ต้องการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น ซึ่งผลสำรวจตรงข้ามกับ ธปท. ที่ตัวเลขออกมามีเอสเอ็มอีสะท้อนปัญหาดอกเบี้ยสูงเพียงร้อยละ 12 ในภาคการผลิต และกลุ่มที่ไม่ใช่ภาคการผลิตร้อยละ 22

ส.อ.ท.ต้นทุนพุ่งจ่อขึ้นราคาสินค้า

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การคงดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนหนึ่งมองว่า กนง.รอดูท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และก็คาดว่าในช่วงครึ่งปีแรก เฟดจะยังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยแน่นอน ดังนั้นไทยก็น่าจะมีแนวทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าภาคเอกชนต้องการให้ลดดอกเบี้ย เพื่อเป็นการเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ บวกกับนโยบายดิจิทัลวอลเลตที่กำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งจะส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

“เมื่อทุกอย่างไม่ได้ถูกคลี่คลาย แถมราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มจะพุ่งไปแตะ 100 เหรียญ/บาร์เรล ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ในท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อราคาสินค้าที่อาจต้องปรับขึ้นตามมา ตอนนี้เรายังอั้นราคาสินค้าไว้ได้อีก 3-6 เดือน แต่ถ้าเมื่อไรที่ราคาพลังงาน ต้นทุนด้านอื่น ๆ ขึ้น ภาระจากอัตราดอกเบี้ย ตอนนั้นเอกชนก็ต้องขึ้นราคาสินค้า”

ศก.โตต่ำหวัง “ลดดอกเบี้ย” ช่วย

ขณะที่นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าเข้าใจมุมมองของ กนง. ที่ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างการฟื้นตัว การดูแลหนี้สาธารณะไม่ให้สูง รักษาเสถียรภาพของเงินทุนเข้าออก ทำให้ กนง.คงอัตราดอกเบี้ย 2.50% แต่ในมุมของผู้ประกอบการและประชาชนก็อยากให้ลดดอกเบี้ย ในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และต้นทุนต่าง ๆ อยู่ระดับสูง แม้การลดดอกเบี้ยจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการและประชาชนลดลง แต่ก็มีส่วนช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ และกำลังซื้อในประเทศซบเซา

“ต้องจับตาท่าทีของ กนง. นับจากนี้ไปว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยเช่นเดิมอีกหรือไม่ หากยังคงอัตราดอกเบี้ยในลักษณะนี้ไปอีกระยะ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีต้นทุนค่าพลังงาน ค่าวัตถุดิบ รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูง กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน”

โดยหากรัฐบาลจะมีนโยบายทางการคลังเพิ่มเติม ผ่านมาตรการต่าง ๆ เฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง เช่น Soft Loan สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายมากขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบ คงจะช่วยประคองความสามารถของ SMEs ให้เดินหน้าต่อไปได้

ปมใหญ่แบงก์ไม่อนุมัติกู้บ้าน

ขณะที่นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาต้นทุนดอกเบี้ยแพงก็เป็นภาระต่อการผ่อนบ้าน โดยสมาคมยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว แต่เรื่องดอกเบี้ยนโยบายเป็นอำนาจของ ธปท. จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้รัฐบาลจะให้ธนาคารของรัฐลดดอกเบี้ยนำร่อง แต่หากธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ไม่ลดก็มีค่าเท่าเดิม

ที่น่าห่วงคือ ปัญหาธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท แต่ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อบ้าน 5 ล้านบาทขึ้นไป เพราะเซ็กเมนต์นี้ขายดี ดีเวลอปเปอร์ก็หันมาพัฒนาตลาดนี้ แก้เรื่องการถูกปฏิเสธสินเชื่อ

“ปัญหาก็วนมากระทบกับประชาชนที่ต้องการซื้อบ้าน แต่ไม่มีกำลังซื้อในเซ็กเมนต์ดังกล่าว ธุรกิจเลยซบเซา การลดดอกเบี้ยย่อมดีต่อผู้ซื้อ ทำให้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น ผ่อนลดลง ธุรกิจอสังหาฯก็จะกระเตื้อง”

นายปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปรีดา โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เข้าใจในภารกิจของแบงก์ชาติที่ต้องควบคุมเรื่องเงินเฟ้อ แต่นโยบายที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อผู้ที่จะซื้อบ้าน ต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านช้าลง มาตรการ LTV ก็ยังคงมีอยู่ เรื่องนี้สมาคมอสังหาฯได้ยื่นขอผ่อนผันมาตรการนี้ไปแล้ว และครึ่งปีหลังอยากให้ปรับลดดอกเบี้ยบ้านลง 0.5% ก็ยังดี

ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ต้องอดทน

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เรื่องดอกเบี้ย ผู้ที่กำหนดคือ ธปท. ซึ่งมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศและเชื่อมโยงกับระดับโลก

“ช่วงนี้ต้องอดทน เนื่องจากอเมริกาขึ้นดอกเบี้ยไปเยอะ เราก็ต้องขึ้นตามเพื่อให้ส่วนต่างห่างไม่มาก ที่เฝ้าดูกันอยู่คืออเมริกาจะลดดอกเบี้ยตอนไหน ไตรมาส 3 หรือ 4 ถ้ามองในมุมของแบงก์ชาติ เขาก็ต้องดูทิศทางให้ชัดเจน”

แน่นอนสถานการณ์ตอนนี้ตกเป็นภาระของคนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือคนที่จะกู้สินเชื่ออาจน้อยลง ผู้ประกอบการเองก็ไม่กล้าลงทุนและต้องปรับตัวตลอดเวลา บ้านเป็นปัจจัย 4 ทุกคนต้องการมีที่อยู่อาศัย ขณะที่ต้นทุนของผู้ประกอบการไม่ได้ลด ที่ดินก็แพง ค่าก่อสร้างก็แพง

“อยากให้แบงก์ชาติพิจารณา ถ้าลดดอกเบี้ยได้ก็ดี เพราะคนที่มีรายได้น้อย ดอกเบี้ยถือเป็นภาระ โดยค่อย ๆ ลดทีละ 0.25% ก็ได้ แค่มีทิศทางจะลดลง ผมว่าทุกฝ่ายก็แฮปปี้แล้ว”