Skip to content

จุลพันธ์ มั่นใจใช้เงิน ธ.ก.ส. แจก 10,000 ไม่ได้แทรกแซง แบงก์ลดดอกเบี้ย

26 เม.ย. 2567 | 18:02น.
จุลพันธ์ มั่นใจใช้เงิน ธ.ก.ส. แจก 10,000 ไม่ได้แทรกแซง แบงก์ลดดอกเบี้ย

จุลพันธ์ รมช.คลัง มั่นใจ 100% ใช้เงิน ธ.ก.ส. แจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลตได้ บอกไร้ปัญหา ธ.ก.ส. มีสภาพคล่องเพียงพอ ส่วนการเรียก 4 แบงก์พาณิชย์หารือ เป็นการขอความร่วมมือลดดอกเบี้ย ไม่ได้แทรกแซงการทำงานแบงก์ชาติ

วันที่ 26 เมษายน 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประชุมคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในวันนี้ (26 เม.ย.) คงยังไม่ได้มีการหารือลงลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกฎหมายในการให้ ธ.ก.ส. ร่วมในการดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเลต โดยเบื้องต้นอาจจะมีการแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่าจะมีการดำเนินการเรื่องนี้ หากมีข้อสงสัยอะไร ก็พร้อมจะชี้แจงทำความเข้าใจทั้งหมด

ทั้งนี้ กรณีที่มีการแสดงความเป็นห่วงเรื่องสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. นั้น ยืนยันว่าสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. มีเพียงพอ และอยากให้เข้าใจว่ารัฐบาลในฐานะคนปฏิบัติ เราอยู่ด้านใน รู้ความพร้อมและข้อกฎหมายทั้งหมด ส่วนกรณีคนที่คัดค้านก็ต้องหามุมมาพูด มาบอกว่าทำไมจึงไม่ควรเดินหน้าโครงการอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ด้วยความเป็นรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อประชาชนเพราะผ่านการเลือกตั้ง ผ่านการแถลงนโยบายต่อสภา

ดังนั้นนโยบายนี้ก็ต้องเดินหน้า ส่วนประเด็นเรื่องความห่วงใย หรือข้อคิดเห็นทั้งหมดนั้นรัฐบาลพร้อมรับฟังและรับไว้ โดยสิ่งใดที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการให้รับความเห็นและนำไปพิจารณา ก็ต้องไปดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ อะไรที่พอจะปรับเปลี่ยน หรือหากลไกมาป้องกันตามข้อห่วงใยได้ ก็พร้อมจะทำ

“ประเด็นเรื่องการใช้งบแผ่นดินนั้น น่าจะจบแล้ว และยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม ส่วนการใช้งบประมาณตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 นั้น เป็นอำนาจตามที่ฝ่ายบริหารจะสามารถดำเนินการได้ เป็นอำนาจของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการกึ่งการคลัง

ซึ่งก็มีการดำเนินมาตรการลักษณะนี้มาทุกรัฐบาล ทุกยุค ทุกสมัย หากถามว่าในส่วนของกระทรวงการคลัง และรัฐบาลเอง เรามีความมั่นใจ 100% โดยที่ไม่ต้องถามกฤษฎีกาก็ได้ แต่เมื่อสังคมยกประเด็นขึ้นมา มีการตั้งข้อคิดเห็น ข้อสงสัย เราก็พร้อมส่งเรื่องให้กฤษฎีกา ไม่มีประเด็นปัญหาอะไร และเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นไปตามกรอบกฎหมายทุกประการ ไม่ต้องเตรียมแผนอะไรรองรับ” รมช.คลัง กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวถึง กรณีที่สถาบันการเงินตอบสนองภายหลังจากที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ได้หารือร่วมกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่งนั้น เป็นการขอความร่วมมือในการช่วยบรรเทาภาระประชาชน ไม่ได้มีการสั่งการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเป็นการใช้ความสัมพันธ์และมาหารือกันถึงภาวการณ์ของเศรษฐกิจในปัจจบุัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยกำลังกดทับพี่น้องประชาชนอยู่

ทั้งนี้ จุดยืนของรัฐบาลมีความชัดเจนว่า เราอยู่ในฐานะรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน รับผิดชอบต่อสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่ได้ดูแต่เพียงเสถียรภาพของสถาบันการเงิน หรือไม่ได้ดูแต่เรื่องเงินเฟ้อเท่านั้น รัฐบาลมีการพิจารณาในมิติที่มากกว่าหน่วยงานอื่น

“ในจุดนี้รัฐบาลได้พูดหลายครั้งแล้วว่า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยสูง เป็นภาระกับประชาชนมาก เราอยากเห็นตัวเลขที่ชัดเจน เช่น เรื่องกำไรของธนาคารพาณิชย์ไตรมาสแรกที่ 6 หมื่นล้านบาท นั่นคือเงินสภาพคล่องของประชาชนที่ถูกดูดซับออกไปจากตลาด นายกรัฐมนตรีก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการเชิญผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่งเพื่อมาพูดคุยกัน ซึ่งทั้ง 4 ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว มีสัดส่วนมากในตลาดปัจจุบัน” นายจุลพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังนั้น รัฐบาลสามารถสั่งการให้ดำเนินการได้อยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีเห็นว่า หากดำเนินการแค่เฉพาะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งไม่ได้มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยในตลาด จะทำให้เกิดช่องว่างในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งไม่เป็นการดี

นอกจากนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้แทรกแซงการทำงานของใคร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นองค์กรอิสระที่มีความเป็นอิสระ แต่ในพื้นฐานคำว่าอิสระนั้น ไม่ได้มีความอิสระต่อประชาชน ต่อความรับผิดชอบในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ทุกคนมีความรับผิดชอบเดียวกัน

ซึ่งเรื่องที่นายกรัฐมนตรีดำเนินการไปนั้น แน่นอนว่าทุกคนต่างมองว่า ใครมีช่องทางอะไรในการช่วยประชาชน ก็เชื่อว่าจะไม่มีใครลังเลในการดำเนินการ เพราะเรายึดเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

โดยในส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR ลง 0.25% เป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้กับเกษตรกรลูกค้ากลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาในการผลิต จนทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง

รวมถึงลูกหนี้เอ็นพีแอลที่อยู่ระหว่างปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยมีลูกค้าที่จะได้รับประโยชน์กว่า 1.2 ล้านบัญชี ทั้งนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และสนับสนุนการฟื้นตัวของลูกค้าในช่วงภาวะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ทั่วถึง โดยมีผลตั้งแต่ 1 พ.ค. – 31 ต.ค. 2567